<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>จำหน่ายถั่งเช่า แก้ภูมิแพ้ ไอเรื้อรัง เบาหวาน ควบคุมความดัน สมุนไพรจากธรรมชาติรักษาโรคกว่า 100 ชนิด &#187; ถั่งเช่ากับโรคต่างๆ</title>
	<atom:link href="http://www.goodhealth1999.com/category/%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%86/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.goodhealth1999.com</link>
	<description>จีถั่งเช่า ถั่งเช่าคุณภาพสูง ช่วยบรรเทาอาการไอเรื้อรัง ลดเบาหวาน ควบคุมความดัน ลดคอเรสเตอรอล ภูมิแพ้ หอบหืด ถั่งเช่าแท้ 100% คุณภาพเยี่ยม</description>
	<lastBuildDate>Fri, 02 Oct 2015 10:11:45 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=4.1.41</generator>
	<item>
		<title>มาทำความรู้จัก ถั่งเช่าธิเบต กับ ถั่งเช่าสีทอง ต่างกันอย่างไร</title>
		<link>http://www.goodhealth1999.com/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81-%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://www.goodhealth1999.com/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81-%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 02 Oct 2015 10:03:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[goodhealth1999]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ถั่งเช่ากับโรคต่างๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.goodhealth1999.com/?p=11133</guid>
		<description><![CDATA[&#160;       หลายท่านสงสัยว่า ถั่งเช่าธิเบต กับ ถั่งเช่าสีทอง ต่างกันอย่างไร   งั้นเราไปหาคำตอบกันดีกว่า..      ถั่งเช่าธิเบต หรือ หญ้าหนอนธิเบต เกิดจากสปอร์เชื้อราสายพันธ์  &#8220;Cordyceps Sinensis &#8221; ซึ่งเป็นเชื้อราที่ต้องอาศัยแมลงในการเจริญเติมโต โดยจะปลิวไปตามลมและกระจายไปในอากาศ แล้วไปเกาะอยู่ตามหญ้า ใบไม้ พื้นดิน  ก่อนจะถูกการชะล้างลงดินไปติดหรือเกาะบริเวณส่วนต่างๆของตัวอ่อนหนอนผีเสื้อที่จำศีลอยู่ในดิน โดยเชื้อราเหล่านี้จะทำการแทรกตัวเข้าไปอยู่ในตัวอ่อนของหนอนผีเสื้อและเจริญเติบโตเป็น &#8220;เส้นใย&#8221; อยู่ด้านใน  โดยอาศัยดูดอาหาร-แร่ธาตุจากตัวอ่อนของหนอนผีเสื้อและย่อยสลายตัวอ่อนภายใน ซึ่งในขณะที่เส้นใยของเชื้อรากำลังทำงาน จะส่งผลให้ตัวหนอนขยับตัวได้ช้าลงจนตายในที่สุด เมื่อฤดูร้อนมาถึงก็จะเป็นช่วงที่เชื้อราได้เจริญเติบโตเต็มที่ในตัวอ่อนของหนอนที่ตายแล้ว หลังจากนั้นเห็ดก็จะโผล่ออกมาทางหัวของหนอนผีเสื้อ เนื่องจากบริเวณนี้ของตัวอ่อนมีช่องสำหรับทางเดินหายใจ จึงทำให้ก้านดอกเห็ดสามารถงอกและแทงก้านออกมาได้ ซึ่งระยะในการเจริญเติมโตนั้นต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 3 &#8211; 5 ปี จะพบเห็นได้ในพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็น มีดินชื้น และมีลมพัดแรงตลอดปี ส่วนใหญจะพบที่ประเทศภูฎาน เนปาล ที่สูงของธิเบต แล้ว ถั่งเช่าสีทอง ล่ะ ?       ถั่งเช่าสีทอง (Cordyceps [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/01/cordyceps-sinensis-benefits.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-11066" src="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/01/cordyceps-sinensis-benefits-300x194.jpg" alt="cordyceps-sinensis-benefits" width="300" height="194" /></a>     <a href="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/01/1488771.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-241" src="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/01/1488771.jpg" alt="148877" width="235" height="214" /></a></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #000000;">หลายท่านสงสัยว่า ถั่งเช่าธิเบต กับ ถั่งเช่าสีทอง ต่างกันอย่างไร  </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #000000;">งั้นเราไปหาคำตอบกันดีกว่า..</span></p>
<p style="padding-left: 60px;"><span style="color: #000000;">     ถั่งเช่าธิเบต หรือ หญ้าหนอนธิเบต เกิดจากสปอร์เชื้อราสายพันธ์  &#8220;Cordyceps Sinensis &#8221; ซึ่งเป็นเชื้อราที่ต้องอาศัยแมลงในการเจริญเติมโต โดยจะปลิวไปตามลมและกระจายไปในอากาศ แล้วไปเกาะอยู่ตามหญ้า ใบไม้ พื้นดิน  ก่อนจะถูกการชะล้างลงดินไปติดหรือเกาะบริเวณส่วนต่างๆของตัวอ่อนหนอนผีเสื้อที่จำศีลอยู่ในดิน โดยเชื้อราเหล่านี้จะทำการแทรกตัวเข้าไปอยู่ในตัวอ่อนของหนอนผีเสื้อและเจริญเติบโตเป็น &#8220;เส้นใย&#8221; อยู่ด้านใน  โดยอาศัยดูดอาหาร-แร่ธาตุจากตัวอ่อนของหนอนผีเสื้อและย่อยสลายตัวอ่อนภายใน ซึ่งในขณะที่เส้นใยของเชื้อรากำลังทำงาน จะส่งผลให้ตัวหนอนขยับตัวได้ช้าลงจนตายในที่สุด เมื่อฤดูร้อนมาถึงก็จะเป็นช่วงที่เชื้อราได้เจริญเติบโตเต็มที่ในตัวอ่อนของหนอนที่ตายแล้ว หลังจากนั้นเห็ดก็จะโผล่ออกมาทางหัวของหนอนผีเสื้อ เนื่องจากบริเวณนี้ของตัวอ่อนมีช่องสำหรับทางเดินหายใจ จึงทำให้ก้านดอกเห็ดสามารถงอกและแทงก้านออกมาได้ ซึ่งระยะในการเจริญเติมโตนั้นต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 3 &#8211; 5 ปี จะพบเห็นได้ในพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็น มีดินชื้น และมีลมพัดแรงตลอดปี ส่วนใหญจะพบที่ประเทศภูฎาน เนปาล ที่สูงของธิเบต</span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #000000;">แล้ว ถั่งเช่าสีทอง ล่ะ ? </span></p>
<p style="padding-left: 60px;"><span style="color: #000000;">     ถั่งเช่าสีทอง (Cordyceps Militalis ) เกิดจากการเพาะทั้งดอกและเลี้ยงเส้นใยเห็ด  โดยเห็ดถั่งเช่าสีทอง สายพันธุ์ militaris เป็นเห็ดตระกูลเดียวกับเห็ดถั่งเช่าทิเบตแต่คนละเหล่าพันธุ์กันนั้นเอง ส่วนสารต่างๆที่มีประโยชน์ในถั่งเช่านั้นเหมือนกัน </span></p>
<p style="padding-left: 60px;"><span style="color: #000000;">     แม้ว่าเห็ดถั่งเช่าสายพันธุ์ทิเบต จะมีสรรพคุณที่ได้รับการยอมรับมาช้านาน แต่กระบวนการเพาะเลี้ยงนั้น เต็มไปด้วยขั้นตอนที่ซับซ้อนและยุ่งยาก ใช้ระยะเวลานาน จึงมีผู้นำเห็ดถั่งเช่าสายพันธุ์อื่น ที่เพาะเลี้ยงง่ายกว่านำมาเพาะเลี้ยงเพื่อจำหน่าย เกือบทั้งหมดที่เพาะเลี้ยงในประเทศไทยจะไม่ใช่ เห็ดถั่งเช่าสายพันธุ์ทิเบต นอกจากการเพาะเลี้ยงเป็นจำนวนน้อยมากๆในสถาบันวิจัยต่างๆเท่านั้น อย่างเช่น จี ถั่งเช่า ของ บริษัทกู๊ดเฮลท์1999 จำกัด ที่เราคัดสรร ถั่งเช่าธิเบตคุณภาพสูง ผ่านขบวนการที่สะอาด และได้มาตราฐาน ผ่านการรับรองจากสถาบันต่างๆอย่างถูกต้อง ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจในผลิตภัณฑ์ของ จี ถั่งเช่า ที่บรรจุในแคปซูลที่ผ่านการฆ่าเชื้อ ทำให้ไม่มีกลิ่น ทานง่าย รับประทานได้ทั้งครอบครัว</span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #000000;">สั่งชื้อ หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่</span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #000000;">บริษัท กู๊ดเฮลท์1999 จำกัด  โทร 02-107-0088</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.goodhealth1999.com/%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81-%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รู้หรือไม่? ถั่งเช่าช่วยลดความเสี่ยงการอุดตันของเส้นเลือดหัวใจด้วย</title>
		<link>http://www.goodhealth1999.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2/</link>
		<comments>http://www.goodhealth1999.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 01 Oct 2015 10:11:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[goodhealth1999]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ถั่งเช่ากับโรคต่างๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.goodhealth1999.com/?p=11127</guid>
		<description><![CDATA[&#160; &#160;      ปัจจุบันพบว่ามีอัตราการเจ็บป่วยแบบฉุกเฉิน มีผู้ป่วยเสียชีวิตแบบเฉียบพลัน และอายุก็ยังไม่สมวัยอันควรด้วย สาเหตุการเสียชีวิตลำดับหนึ่งของประชากรโลกคือ โรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งในกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดนั้นมีโรคหลอดเลือดหัวใจรวมอยู่ด้วย งั้นเรามาทำความรู้จักโรคนี้กันมากขึ้น พร้อมการดูแลรักษาด้วยค่ะ สาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน      สาเหตุในการเกิดโรคนี้ที่สำคัญๆ ก็มีอยู่หลายสาเหตุด้วยกัน ที่เห็นชัดๆ ก็คงจะเป็นหลอดเลือดแดงที่หัวใจผิดปกติ เราเรียกกันว่า“หลอดเลือดแดงแข็ง” ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงในผนังหลอดเลือดที่ขรุขระขึ้น และบีบแคบลงจนตันไปในที่สุด บางคนก็เกิดจากการมีไขมันในเลือดสูงเกินไป ไขมันจะไปสะสมพอกพูนอยู่ตามผนังหลอดเลือด จึงทำให้หลอดเลือดค่อยๆ ตีบจนตันในที่สุด      การสูบบุหรี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคนี้ เพราะนิโคตินในบุหรี่ เมื่อถูกเผาผลาญก็จะมีแก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์เกิดขึ้น และนิโคตินจะไปกระตุ้นสารคาเทโคลามีนในร่างกายทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ผนังหลอดเลือดพวกไขมัน โคเลสเตอรอลที่อยู่ในเลือดก็ซึมซาบเข้าไปได้ง่ายขึ้น จนเกิดภาวะหลอดเลือดแข็งได้ และอีกสาเหตุหนึ่งที่สำคัญ คือ ความเครียด เพราะพบว่าคนที่อยู่ในเมืองที่ทำอะไรรีบเร่ง ใจร้อน ทุกอย่างต้องเนี้ยบ คือ เป็นระเบียบสมบูรณ์แบบ  (personality type A) พวกนี้จะมีโอกาสเกิดโรคหัวใจอุดตันได้สูงกว่าพวกเฉื่อยๆ ไปเรื่อยๆ สบายๆ (personality type B) มาก      นอกจากนี้ก็จะมีสาเหตุอื่นที่ช่วยทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันได้อีก [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/10/เส้นเลือดอุดตัน.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-11128" src="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/10/เส้นเลือดอุดตัน-300x193.jpg" alt="เส้นเลือดอุดตัน" width="300" height="193" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #000000;">     ปัจจุบันพบว่ามีอัตราการเจ็บป่วยแบบฉุกเฉิน มีผู้ป่วยเสียชีวิตแบบเฉียบพลัน และอายุก็ยังไม่สมวัยอันควรด้วย สาเหตุการเสียชีวิตลำดับหนึ่งของประชากรโลกคือ โรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งในกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดนั้นมีโรคหลอดเลือดหัวใจรวมอยู่ด้วย งั้นเรามาทำความรู้จักโรคนี้กันมากขึ้น พร้อมการดูแลรักษาด้วยค่ะ</span></p>
<p><span style="color: #000000;"><strong>สาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน</strong></span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #000000;">     สาเหตุในการเกิดโรคนี้ที่สำคัญๆ ก็มีอยู่หลายสาเหตุด้วยกัน ที่เห็นชัดๆ ก็คงจะเป็นหลอดเลือดแดงที่หัวใจผิดปกติ เราเรียกกันว่า<strong>“หลอดเลือดแดงแข็ง”</strong> ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงในผนังหลอดเลือดที่ขรุขระขึ้น และบีบแคบลงจนตันไปในที่สุด บางคนก็เกิดจากการมีไขมันในเลือดสูงเกินไป ไขมันจะไปสะสมพอกพูนอยู่ตามผนังหลอดเลือด จึงทำให้หลอดเลือดค่อยๆ ตีบจนตันในที่สุด</span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #000000;">     การสูบบุหรี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคนี้ เพราะนิโคตินในบุหรี่ เมื่อถูกเผาผลาญก็จะมีแก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์เกิดขึ้น และนิโคตินจะไปกระตุ้นสารคาเทโคลามีนในร่างกายทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ผนังหลอดเลือดพวกไขมัน โคเลสเตอรอลที่อยู่ในเลือดก็ซึมซาบเข้าไปได้ง่ายขึ้น จนเกิดภาวะหลอดเลือดแข็งได้ และอีกสาเหตุหนึ่งที่สำคัญ คือ <strong>ความเครียด</strong> เพราะพบว่าคนที่อยู่ในเมืองที่ทำอะไรรีบเร่ง ใจร้อน ทุกอย่างต้องเนี้ยบ คือ เป็นระเบียบสมบูรณ์แบบ  (personality type A) พวกนี้จะมีโอกาสเกิดโรคหัวใจอุดตันได้สูงกว่าพวกเฉื่อยๆ ไปเรื่อยๆ สบายๆ (personality type B) มาก</span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #000000;">     นอกจากนี้ก็จะมีสาเหตุอื่นที่ช่วยทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันได้อีก คือ โรคเบาหวาน ความดันเลือดสูง หรือพวกที่อ้วนมากๆ แต่ก็เป็นภาวะที่สามารถควบคุมแก้ไขได้  และส่วนใหญ่ยังพบว่า คนที่มีอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไปอัตราเสี่ยงของการเป็นโรคนี้ยิ่งสูงมากขึ้นด้วย โรคนี้มักจะเกิดในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง คืออายุประมาณ 40-50 ปี ก็มีโอกาสเป็นแล้ว แต่ในผู้หญิงจะอยู่ในช่วงอายุ 50-70 ปี ยกเว้นในรายที่กินยาคุมกำเนิดประจำก็อาจจะเกิดโรคหลอดเลือดอุดตันได้เร็วขึ้น</p>
<p></span></p>
<p><span style="color: #000000;"><strong>ทำอย่างไรถึงจห่างจากโรคนี้ได้</strong></span></p>
<p><span style="color: #000000;">วิธีป้องกันที่จะไม่ให้เป็นโรคนั้นคงจะต้องแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ</p>
<p></span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #000000;"><strong>     ขั้นที่ 1 (ปฐมภูมิ)</strong> คือ การป้องกันก่อนที่จะเกิดโรค ในแง่ปฏิบัตินั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะบางคนจะมีความผิดปกติของหลอดเลือดมาตั้งแต่เด็ก ทำได้ก็เพียงแต่พยายามไม่ให้ความผิดปกตินี้เกิดขึ้นเร็วนัก คือ ต้องควบคุมเรื่องปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ถ้าสามารถตรวจพบในระยะแรกๆ การควบคุมการดำเนินโรคจะสามารถทำได้ง่ายขึ้น อาจทานสมุนไพรต่างๆ เช่น รับประทานพวกเห็ดหลินจือ หรือ<a style="color: #000000;" href="http://www.goodhealth1999.com/"> ถั่งเช่า</a> ก็มีสรรพคุณช่วยลดความเสี่ยงการอุดตันของเส้นเลือดหัวใจด้วย โดยมีงานวิจัยจากนักวิจัยต่างประเทศให้ข้อมูลว่าถั่งเช่ามี<br />
</span></p>
<ul>
<li><span style="color: #000000;">มีสารคอร์ไดเซปินมีคุณสมบัติเพื่มระดับออกซิเจนและเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนเลือดได้ดี</span></li>
<li><span style="color: #000000;">มีสารอดีโนซีนช่วยต้านการแข็งตัวของเลือด ต้านการเกิดลิ่มเลือดในร่างกาย ลดความเสี่ยงการอุดตันของเส้นเลือดหัวใจและสมอง ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดอุดตันในสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุของอัมพฤกษ์อัมพาต</span></li>
<li><span style="color: #000000;">มีสารไนตริกออกไซด์ ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว ส่งผลให้ระบบไหลเวียนเลือดในร่างกายดีขึ้น</span></li>
<li><span style="color: #000000;">มีสารโพลีแซคคาไรด์ในเห็ดถั่งเช่าสามารถจับคอเลสเตอรอลและกำจัดออกจากร่างกายได้
<p></span></li>
</ul>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #000000;">     จากงานวิจัยต่างประเทศ Chen (1995) ได้ทำการศึกษาในผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง 30 คน โดยให้รับประทานถั่งเช่า 3-4 กรัมต่อวัน ติดต่อกันนาน 26±3 เดือน ร่วมกับยาแผนปัจจุบัน แล้วทำการเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับเพียงยาแผนปัจจุบันจำนวน 34 คน ผลปรากฏว่าผู้ป่วยที่ได้รับถั่งเช่าร่วมกับยาแผนปัจจุบันมีดัชนีบ่งชี้อาการต่างๆดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติได้แก่ อาการหายใจถี่ลดลง ซึ่งทำให้ไม่เหนื่อยง่าย สภาพความสมบูรณ์ของร่างกายดีขึ้น อารมณ์/อาการทางจิตดีขึ้น และความต้องการทางเพศสูงขึ้นด้วย</span></p>
<p><span style="color: #000000;"> </span></p>
<p><span style="color: #000000;"><strong>          ขั้นที่ 2 (ทุติยภูมิ) </strong>คือ การป้องกันหลังจากผู้ป่วยมีอาการแล้ว ซึ่งอาจแบ่งออกเป็น 3 วิธี คือ</span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #000000;">1. การป้องกันไม่ให้มีอาการมากขึ้น โดยแนะนำให้ตรวจดูเรื่องปัจจัยเสี่ยงต่างๆและทำการควบคุมปัจจัยเสี่ยงนั้นๆ รวมทั้งการกินยาตามแพทย์สั่ง ซึ่งอาจจะต้องกินไปตลอดชีวิต</span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #000000;">2. การป้องกันหลังจากที่มีความผิดปกติเกิดขึ้นแล้ว เช่น หลอดเลือดอุดตันแล้ว เป็นต้น จนถึงขั้นนี้แล้วคงต้องรักษาอาจโดยการให้ยา เพื่อช่วยไม่ให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายซ้ำหรือพิจารณาการป้องกันรักษาโดยวิธีผ่าตัด หรือขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูน (ลูกโป่ง)</span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #000000;">3. ในปัจจุบัน มีรายงานที่เชื่อถือได้ว่า การกินยาแอสไพรินขนาดน้อยๆ วันละเม็ด จะช่วยลดอุบัติการณ์ของการเกิดโรคนี้ (ยานี้มีผลต่อเกร็ดเลือด ทำให้เลือดไม่ค่อยจับตัวกันเป็นก้อนเลือดไปอุดตันหลอดเลือด)</span></p>
<p><span style="color: #000000;"> </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #000000;">     เชื่อว่าใครๆก็ไม่อยากให้โรคนี้เกิดขึ้นกับตนเอง วิธีที่ดีที่สุดก็คือการดูแลตัวเอง ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ อย่าเคร่งเครียดกับการทำงาน ร่วมถึงเรื่องอาหารการกินที่มีคุณภาพ สะอาด รวมถึงการรับประทานอาหารเสริมควบคู่ด้วย เพื่อให้ร่างกายสมดุลยิ่งขึ้น และช่วยชะลอการเกิดโรคนี้ได้ดีที่สุด</span></p>
<p style="padding-left: 30px;">
<p style="padding-left: 30px;">
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #000000;"><strong>สั่งซื้ออาหารเสริม จี ถั่งเช่า</strong></span></p>
<p><span style="color: #000000;"> </span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #000000;"><a style="color: #000000;" href="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/01/Box-and-bottle-2.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-11065" src="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/01/Box-and-bottle-2-300x225.jpg" alt="Box and bottle 2" width="300" height="225" /></a></span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #000000;"><strong>Tel : 02-107-0088</strong></span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #000000;"><strong>Line ID : goodhealth1999</strong></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.goodhealth1999.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ถั่งเช่าทานแล้วสุขภาพดี ยังช่วยป้องกันรังสี UVB ได้ด้วย</title>
		<link>http://www.goodhealth1999.com/%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://www.goodhealth1999.com/%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 30 Sep 2015 09:28:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[goodhealth1999]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ถั่งเช่ากับโรคต่างๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.goodhealth1999.com/?p=11116</guid>
		<description><![CDATA[     อยากที่ทราบกันดีอยู่แล้ว  แสงแดด นั้นก่อให้เกิดปัญหาผิวหนังมากมาย เช่น รอยตีนกา ริ้วรอยก่อนวัยอันควร ลดภูมิคุ้มกันผิวหนัง และมะเร็งผิวหนัง สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากกระบวนการทางชีวเคมีที่ซับซ้อนมากมาย ซึ่งผลกระทบต่อผิวหนังก็คือแสงแดดจะทำให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพ, ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระบนผิวหนัง, แทรกแทรงการซ่อมแซมเซลล์ DNA และยับยั้งการทำงานของภูมิคุ้มกันมะเร็งเป็นต้น โดย 90% ของปัญหาผิวหนัง ไม่ว่าจะเป็น ฝ้า กระ ร่องรอยจุดด่างดำ สิว หรือแม้แต่โรคมะเร็งผิวหนัง ต่างมีสาเหตุมาจากรังสี UVA และ UVB ที่อยู่ในแสงแดดทั้งสิ้น ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักรังสีเหล่านี้ว่าสามารถก่อให้เกิดผลเสียต่อผิวพรรณและร่างกายของเราได้อย่างไรกันบ้าง UVA      ก่อนเคยมีความเข้าใจกันว่ารังสี UVA เป็นอันตรายต่อผิวน้อยกว่ารังสี UVB เพราะเป็นรังสึที่อยู่ในช่วงพลังงานต่ำสุด แต่จากผลการวิจัยอย่างต่อเนื่องในปัจจุบันกลับพบว่า รังสี UVA กลับเป็นรังสีที่อันตรายต่อผิวมากที่สุด เพราะมีความสามารถทะลุทะลวงผ่านไปสู่ผิวหนังชั้นในได้มากกว่า ก่อให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้างต่อโครงสร้างชั้นผิวหนัง และจะไปกระตุ้นการสร้างเม็ดสีเมลานินได้มาก นอกจากนี้ยังมีความเสถียรอยู่ในแสงแดดมากกว่ารังสี UVB ในช่วงเวลาเดียวกันอีกด้วย   UVB      รังสี UVB เป็นรังสีที่มีช่วงความยาวคลื่นที่จะทำให้เกิดผลเสียต่อผิวหนังในทันที [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="padding-left: 30px; text-align: center;"><a href="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/09/sunny.jpg"><img class="alignnone  wp-image-11117" src="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/09/sunny.jpg" alt="sunny" width="316" height="248" /></a></p>
<p style="padding-left: 30px;">   <span style="color: #000000;">  อยากที่ทราบกันดีอยู่แล้ว  แสงแดด นั้นก่อให้เกิดปัญหาผิวหนังมากมาย เช่น รอยตีนกา ริ้วรอยก่อนวัยอันควร ลดภูมิคุ้มกันผิวหนัง และมะเร็งผิวหนัง สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากกระบวนการทางชีวเคมีที่ซับซ้อนมากมาย ซึ่งผลกระทบต่อผิวหนังก็คือแสงแดดจะทำให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพ, ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระบนผิวหนัง, แทรกแทรงการซ่อมแซมเซลล์ DNA และยับยั้งการทำงานของภูมิคุ้มกันมะเร็งเป็นต้น โดย 90% ของปัญหาผิวหนัง ไม่ว่าจะเป็น ฝ้า กระ ร่องรอยจุดด่างดำ สิว หรือแม้แต่โรคมะเร็งผิวหนัง ต่างมีสาเหตุมาจากรังสี UVA และ UVB ที่อยู่ในแสงแดดทั้งสิ้น ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักรังสีเหล่านี้ว่าสามารถก่อให้เกิดผลเสียต่อผิวพรรณและร่างกายของเราได้อย่างไรกันบ้าง</span></p>
<p style="padding-left: 30px; text-align: left;"><span style="color: #000000;"><strong>UVA</strong></span></p>
<p style="padding-left: 30px; text-align: left;"><span style="color: #000000;">     ก่อนเคยมีความเข้าใจกันว่ารังสี UVA เป็นอันตรายต่อผิวน้อยกว่ารังสี UVB เพราะเป็นรังสึที่อยู่ในช่วงพลังงานต่ำสุด แต่จากผลการวิจัยอย่างต่อเนื่องในปัจจุบันกลับพบว่า รังสี UVA กลับเป็นรังสีที่อันตรายต่อผิวมากที่สุด เพราะมีความสามารถทะลุทะลวงผ่านไปสู่ผิวหนังชั้นในได้มากกว่า ก่อให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้างต่อโครงสร้างชั้นผิวหนัง และจะไปกระตุ้นการสร้างเม็ดสีเมลานินได้มาก นอกจากนี้ยังมีความเสถียรอยู่ในแสงแดดมากกว่ารังสี UVB ในช่วงเวลาเดียวกันอีกด้วย</span><br />
<span style="color: #000000;">  </span></p>
<p style="padding-left: 30px; text-align: left;"><span style="color: #000000;"><strong>UVB</strong></span></p>
<p style="padding-left: 30px; text-align: left;"><span style="color: #000000;">     รังสี UVB เป็นรังสีที่มีช่วงความยาวคลื่นที่จะทำให้เกิดผลเสียต่อผิวหนังในทันที เช่น ผิวไหม้เกรียม ผื่นแดงเป็นต้น และจะมีความเข้มข้นสูงสุดในช่วงเวลา 10.00-14.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่แสงแดดแรงจัดที่สุดของวัน แต่รังสี UVB</span></p>
<p><span style="color: #000000;"> </span></p>
<p style="padding-left: 30px; text-align: center;"><span style="color: #000000;"><a style="color: #000000;" href="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/09/uva_uvb.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-11119" src="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/09/uva_uvb-300x235.jpg" alt="UV" width="300" height="235" /></a></span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #000000;">     หลายท่านอาจ งง ? ว่า ถั่งเช่าจะช่วยเรื่องนี้ได้อย่างไร ?  สำหรับสรรพคุณ <a style="color: #000000;" href="http://www.gh1999.com/" target="_blank">ถั่งเช่าธิเบต</a> ประกอบไปด้วยสารต่างๆที่มีประโยชน์มากมาย  ได้แก่ โพลีแซคคาไรด์ เช่น betaglucan, galactomannan, นิวคลีโอไทด์ เช่น adenosine, cordycepin, cordycepic acid, กรดอะมิโน สเตอรอล เช่น ergosterol, beta-sitosterol นอกจากนี้ยังประกอบด้วยสารอาหารสำคัญอื่นๆ เช่น โปรตีน วิตามินต่างๆ เช่น E, K, B1, B2 และ B12 และแร่ธาตุต่างๆ เช่น โพแทสเซียม โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก สังกะสี และซีลีเนียม เป็นต้น  หนึ่งในสารที่อยู่ในถั่งเช่านี่แหละที่ช่วยยับยั้งผลกระทบจากแสงแดดที่ทำลายผิวของคุณ โดยมีงานวิจัยจากสถาบันต่างๆ พบว่า</span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #000000;">     จากงานวิจัย Lee และคณะ (2009) ได้ศึกษาประสิทธิภาพของ cordycepin ในการยับยั้งผลกระทบจากแสงแดดที่มีต่อผิว ทำให้ผิวเสีย (anti-skinphotoaging effects) ในระดับห้องปฏิบัติการ โดยทำการทดสอบการยับยั้งเอ็นไซม์ 2 ชนิดที่มีอยู่ในเซลล์ผิวหนังของมนุษย์ ได้แก่ metalloproteinase-1 (MMP-1) และ -3 ผลการทดลองพบว่า cordycepin สามารถป้องกัน (block) รังสี UVB ไม่ให้เหนี่ยวนำการสร้าง MMP จึงสามารถป้องกันการเสื่อมของผิวหนังจากรังสีอัลตร้าไวโอเล็ตที่มีในแสงแดดได้</span></p>
<p style="padding-left: 30px; text-align: left;"><span style="color: #000000;">     รวมถึงงานวิจัยของ Wong และคณะ (2011) ได้ทำการทดสอบสารสกัดโพลีแซคคาไลด์ ที่ได้จากถั่งเช่า ในการป้องกันเซลล์ผิวหนังของมนุษย์ จากการทำลายของรังสีอุลตร้าไวโอเล็ต (UVB 290-320 nm) โดยการเพาะเลี้ยงเซลล์ผิวหนัง (fibroblast) แล้วแบ่งเป็น 2 ชุด ชุดแรกชุบด้วยสารสกัดจากถั่งเช่า ส่วนชุดที่สองชุบด้วยน้ำอุ่นเพื่อเป็นกลุ่มเปรียบเทียบ แล้วนำมาฉายรังสี UVB (302 nm) จากนั้นทำการตรวจสอบ DNA ที่เสียหายหรือเปลี่ยนแปลงไป ผลปรากฏว่าสารสกัดจากถั่งเช่า สามารถป้องกันผิวหนังจากรังสี UVB ไม่ให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้ด้วย</span></p>
<p style="padding-left: 30px;"><span style="color: #000000;">     แต่อย่างไรแล้วการรับประทานถั่งเช่าอย่างเดียวคงจะไม่ช่วยผิวของคุณได้ทั้งหมด ตัวคุณเองก็ต้องปกป้องผิวของคุณจากแสงแดดให้มากที่สุดด้วย โดยหลีกเลี่ยงการตากแดด หรือสวมใส่เสื้อผ้าให้มิดชิด หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารป้องกันแสงแดดทาปกปิดผิวหนังในขณะที่มีกิจกรรมกลางแจ้ง ควรทาทิ้งไว้ 15-30 นาที ก่อนที่จะออกสู่แสงแดด และทาซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง หรือทาบ่อยขึ้นถ้าคุณกำลังว่ายน้ำหรือมีเหงื่อออกมากขณะออกกำลังกายกลางแจ้ง</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.goodhealth1999.com/%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ถั่งเช่า ช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน ป้องกันการทำร้ายของรังสีได้</title>
		<link>http://www.goodhealth1999.com/%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%b2-%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%95/</link>
		<comments>http://www.goodhealth1999.com/%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%b2-%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%95/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 28 Sep 2015 08:07:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[goodhealth1999]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ถั่งเช่ากับโรคต่างๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.goodhealth1999.com/?p=11110</guid>
		<description><![CDATA[     ถั่งเช่า (Cordyceps sinensis) เป็น “ยาปฏิชีวนะธรรมชาติ” ที่อุดมไปด้วยสารต่างๆที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย  ถั่งเช่ายังช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน ป้องกันการทำร้ายของรังสี ซึ่งปัจจุบันสิ่งที่อยู่รอบตัวเรานั้น กลายเป็นแหล่งกำเนิดรังสีที่ร้ายแรงที่สุด โดยที่เราเองนั้นไม่รู้ตัว เช่น  ไมโครเวฟ อุปกรณ์วัสดุตกแต่งบ้านที่มีส่วนผสมของสารรังสี มลพิษทางแวดล้อม สารปรุงแต่งอาหาร วัสดุตกค้างจากยาฆ่าแมลงพืชทางเกษตร โดยติดไปกับตัวเราตลอดเวลาชีวิตประจำวันของมนุษย์เรา      ในทุกวันนี้ยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ จึงมีงานวิจัยจากนักวิจัยต่างๆ ค้นคว้าหาตัวช่วยให้แก่ร่างกาย และได้ค้นพบสารที่มีประโยชน์ในถั่งเช่าทิเบต ที่สารที่มีประโยชน์มี่ช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน ป้องกันการทำร้ายของรังสีได้  เช่น Polysaccharide Cordycepin Cordycepic acid &#160;      หากทานอย่างต่อเนื่องจะเสริมสมรรถภาพภูมิคุ้มกันให้สูงขึ้นอย่างชัดเจน และกระตุ้นให้กลไกการทำงานของร่างกาย เกิดปัจจัยที่ส่งผลถึงระบบภูมิคุ้มกัน รวมถึงสามารถเสริมเกราะกำลังป้องกันที่มั่นคง ป้องกันการทำร้ายของรังสีได้ด้วย ยิ่งผู้ป่วยมะเร็งในระยะที่ต้องใช้เคมีบำบัด มักต้องรับปริมาณของรังสีหรือการรักษาด้วยเคมีบำบัดคีในปริมาณมาก ในขณะที่ใช้ยาเคมีหรือรังสีเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งนั้น ก็จะทำลายเซลล์ที่ปกติของร่างกายไปด้วย โดยเฉพาะเซลล์ในไขกระดูกและเซลล์สืบพันธุ์ทำให้เกิดผลเสียหายอย่างมากต่อร่างกาย  &#8220;ถั่งเช่าธิเบต&#8221; สามารถช่วยให้ผู้ป่วยทนกับการให้ยาเคมีบำบัด การฉายรังสีได้มากขึ้น และยังลดผลข้างเคียง ทั้งการแพ้ยา ผมร่วงด้วย  การทดลองตอนนี้ยอมรับกันมากขึ้น      เนื่องจากมีนักวิจัยหลายสถาบันสนใจศึกษาวิจัยเรื่องถั่งเช่ามากขึ้น มีแพทย์หลายสถาบันออกมาว่ายังรองรับงานจิจัยที่ชัดเจนแล้ว รวมถึงเสียงผู้ทานถั่งเช่าปากต่อปาก [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="padding-left: 30px; text-align: center;"><strong><br />
<a href="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/01/cordyceps-sinensis-benefits.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-11066" src="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/01/cordyceps-sinensis-benefits-300x194.jpg" alt="cordyceps-sinensis-benefits" width="300" height="194" /></a></strong></p>
<p style="padding-left: 30px; text-align: left;">
<p style="padding-left: 30px;">     ถั่งเช่า (Cordyceps sinensis) เป็น “ยาปฏิชีวนะธรรมชาติ” ที่อุดมไปด้วยสารต่างๆที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย  ถั่งเช่ายังช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน ป้องกันการทำร้ายของรังสี ซึ่งปัจจุบันสิ่งที่อยู่รอบตัวเรานั้น กลายเป็นแหล่งกำเนิดรังสีที่ร้ายแรงที่สุด โดยที่เราเองนั้นไม่รู้ตัว เช่น  ไมโครเวฟ อุปกรณ์วัสดุตกแต่งบ้านที่มีส่วนผสมของสารรังสี มลพิษทางแวดล้อม สารปรุงแต่งอาหาร วัสดุตกค้างจากยาฆ่าแมลงพืชทางเกษตร โดยติดไปกับตัวเราตลอดเวลาชีวิตประจำวันของมนุษย์เรา</p>
<p style="padding-left: 30px;">     ในทุกวันนี้ยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ จึงมีงานวิจัยจากนักวิจัยต่างๆ ค้นคว้าหาตัวช่วยให้แก่ร่างกาย และได้ค้นพบสารที่มีประโยชน์ในถั่งเช่าทิเบต ที่สารที่มีประโยชน์มี่ช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน ป้องกันการทำร้ายของรังสีได้  เช่น</p>
<ul>
<li>Polysaccharide</li>
<li>Cordycepin</li>
<li>Cordycepic acid</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p style="padding-left: 30px;">     หากทานอย่างต่อเนื่องจะเสริมสมรรถภาพภูมิคุ้มกันให้สูงขึ้นอย่างชัดเจน และกระตุ้นให้กลไกการทำงานของร่างกาย เกิดปัจจัยที่ส่งผลถึงระบบภูมิคุ้มกัน รวมถึงสามารถเสริมเกราะกำลังป้องกันที่มั่นคง ป้องกันการทำร้ายของรังสีได้ด้วย ยิ่งผู้ป่วยมะเร็งในระยะที่ต้องใช้เคมีบำบัด มักต้องรับปริมาณของรังสีหรือการรักษาด้วยเคมีบำบัดคีในปริมาณมาก ในขณะที่ใช้ยาเคมีหรือรังสีเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งนั้น ก็จะทำลายเซลล์ที่ปกติของร่างกายไปด้วย โดยเฉพาะเซลล์ในไขกระดูกและเซลล์สืบพันธุ์ทำให้เกิดผลเสียหายอย่างมากต่อร่างกาย  &#8220;ถั่งเช่าธิเบต&#8221; สามารถช่วยให้ผู้ป่วยทนกับการให้ยาเคมีบำบัด การฉายรังสีได้มากขึ้น และยังลดผลข้างเคียง ทั้งการแพ้ยา ผมร่วงด้วย  การทดลองตอนนี้ยอมรับกันมากขึ้น</p>
<p style="padding-left: 30px; text-align: center;"><a href="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/09/รังสีมะเร็ง.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-11111" src="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/09/รังสีมะเร็ง-300x162.jpg" alt="รังสีมะเร็ง" width="300" height="162" /></a></p>
<p style="padding-left: 30px;">     เนื่องจากมีนักวิจัยหลายสถาบันสนใจศึกษาวิจัยเรื่องถั่งเช่ามากขึ้น มีแพทย์หลายสถาบันออกมาว่ายังรองรับงานจิจัยที่ชัดเจนแล้ว รวมถึงเสียงผู้ทานถั่งเช่าปากต่อปาก ที่ทานแล้วได้ผล แต่การรับประทานถั่งเช่าเพื่อช่วยเรื่องมะเร็งนั้น ต้องรับประทานค่อนข้างเยอะ อย่างงานจิจัยของแพทย์ในประเทศไทย  นพ.สมยศ กิตติมั่นคง แจ้งว่าผู้ที่เป็นมะเร็งจะต้องรับประทานวันละ 14 เม็ด ซึ่งจากงานวิจัยและทดลองของท่านพบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมจะมี<span id="innity-in-post">อาการดีขึ้น แต่การรับประทานถั่งเช่านั้นต้องรับทานอย่างต่อเนื่อง ถั่งเช่าไม่ใช่ยาวิเศษจึงไม่สามารถทานแล้วหายภายใน 1 &#8211; 2 เดือน นอกจากนี้ผู้ป่วยต้องดูแลตัวเอง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลัง พร้อมกับการรักษาร่วมกับแพทย์ด้วยนะค่ะ</span></p>
<p style="text-align: left; padding-left: 30px;">     ถั่งเช่าธิเบต 100%  กับส่วนผสมที่ลงตัว ของ จี ถั่งเช่า เป็นถั่งเช่าธิเบตแท้ที่อุดมไปด้วยสารต่างๆที่มีประโยชน์มากมาย..  และได้รับการตรวจวัดจากเครื่อง HPLC  เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งในตลาดพบว่า จีถั่งเช่ามีปริมาณสาร Cordycepin และ Adenosine สูงกว่าเจ้าอื่นในตลาด ซึ่งสาร Cordycepin และ Adenosine นี้เองเป็นออกฤทธิ์สำคัญในถั่งเช่า ที่ช่วยเพิ่มอ๊อกซิเจนในเลือด กระตุ้นภูมิคุ้มกัน และช่วยให้สุขภาพของคุณดีขึ้น</p>
<p style="padding-left: 30px; text-align: left;"><a href="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/01/Box-and-bottle-2.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-11065" src="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/01/Box-and-bottle-2-300x225.jpg" alt="Box and bottle 2" width="300" height="225" /></a></p>
<p style="text-align: left; padding-left: 30px;">สั่งซื้อโทร : 02-107-0088</p>
<p style="text-align: left; padding-left: 30px;">Line ID : goodhealth1999</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.goodhealth1999.com/%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%b2-%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%95/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;มังคุด&#8221; อาหารของพระเจ้า ราชินีแห่งผลไม้</title>
		<link>http://www.goodhealth1999.com/%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%94-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://www.goodhealth1999.com/%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%94-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 26 Sep 2015 09:35:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[goodhealth1999]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ถั่งเช่ากับโรคต่างๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.goodhealth1999.com/?p=11098</guid>
		<description><![CDATA[      &#160;      ในบรรดาผลไม้ไทยทั้งหลาย &#8220;มังคุด&#8221; ได้รับการยกย่องให้เป็น &#8220;ราชินีแห่งผลไม้&#8221; ด้วยลักษณะภายนอกของผลที่มีกลีบเลี้ยงติดอยู่ที่หัวขั้วของผลคล้ายมงกุฎของพระราชินีส่วนเนื้อในก็มีสีขาวสะอาด รสชาดอร่อย อย่างยากที่จะหาผลไม้อื่นมาเทียบได้ ในขณะที่ &#8220;ทุเรียน&#8221; จัดเป็น &#8220;ราชาแห่งผลไม้&#8221; ด้วยทั้งลักษณะภายนอกของผลที่เป็นหนามคล้ายมงกุฎของพระราชา และเนื้อในที่มีสีเหลืองทอง รสชาดที่แสนอร่อยยากจะหาผลไม้อื่นมาเทียบได้      มังคุด เอกลักษณ์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  มังคุดมีฉายาในแถบเอเชียด้วยความภาคภูมิใจในผลไม้ชนิดนี้ว่า“ราชินีแห่งผลไม้,  the queen of fruits” มีฉายาในแถบ French Caribbean ว่า “อาหารของพระเจ้า” “the food of the Gods”  คนไทยรู้จักมังคุดเป็นอย่างดี รู้ว่ามังคุดเป็นยาเย็นหรือตามการแพทย์จีนเรียกว่ามีฤทธิ์ “ยิน” หลังจากกินทุเรียนที่มีรสร้อน หรือมีฤทธิ์เป็น “หยาง” แล้วต้องกินมังคุดตาม เพื่อทำให้ร่างกายเกิดความสมดุล &#160; ประโยชน์ของมังคุด สรรพคุณเพียบ การใช้ประโยชน์ทางยาและวิธีใช้พื้นบ้าน       ส่วนใหญ่แล้วจะใช้เปลือกผลที่สุกแล้วของมังคุดเป็นยา นิยมตากแห้งเก็บไว้ใช้ [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="padding-left: 30px;">     <a href="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/09/มังคุด-2.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-11099 aligncenter" src="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/09/มังคุด-2-300x199.jpg" alt="Mangosteen" width="300" height="199" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="padding-left: 30px;">     ในบรรดาผลไม้ไทยทั้งหลาย &#8220;มังคุด&#8221; ได้รับการยกย่องให้เป็น &#8220;ราชินีแห่งผลไม้&#8221; ด้วยลักษณะภายนอกของผลที่มีกลีบเลี้ยงติดอยู่ที่หัวขั้วของผลคล้ายมงกุฎของพระราชินีส่วนเนื้อในก็มีสีขาวสะอาด รสชาดอร่อย อย่างยากที่จะหาผลไม้อื่นมาเทียบได้ ในขณะที่ &#8220;ทุเรียน&#8221; จัดเป็น &#8220;ราชาแห่งผลไม้&#8221; ด้วยทั้งลักษณะภายนอกของผลที่เป็นหนามคล้ายมงกุฎของพระราชา และเนื้อในที่มีสีเหลืองทอง รสชาดที่แสนอร่อยยากจะหาผลไม้อื่นมาเทียบได้</p>
<p style="padding-left: 30px;">     มังคุด เอกลักษณ์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  มังคุดมีฉายาในแถบเอเชียด้วยความภาคภูมิใจในผลไม้ชนิดนี้ว่า“ราชินีแห่งผลไม้,  the queen of fruits” มีฉายาในแถบ French Caribbean ว่า “อาหารของพระเจ้า” “the food of the Gods”  คนไทยรู้จักมังคุดเป็นอย่างดี รู้ว่ามังคุดเป็นยาเย็นหรือตามการแพทย์จีนเรียกว่ามีฤทธิ์ “ยิน” หลังจากกินทุเรียนที่มีรสร้อน หรือมีฤทธิ์เป็น “หยาง” แล้วต้องกินมังคุดตาม เพื่อทำให้ร่างกายเกิดความสมดุล</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ประโยชน์ของมังคุด สรรพคุณเพียบ</strong></p>
<p><strong>การใช้ประโยชน์ทางยาและวิธีใช้พื้นบ้าน</strong></p>
<p style="text-align: left;">      ส่วนใหญ่แล้วจะใช้เปลือกผลที่สุกแล้วของมังคุดเป็นยา นิยมตากแห้งเก็บไว้ใช้ แต่ส่วนอื่นๆ ของมังคุดก็สามารถนำมาใช้เป็นยาได้เช่นเดียวกัน<br />
ประเทศไทย ยาไทยส่วนใหญ่ใช้เปลือกผลมังคุดแก้ท้องเสีย แก้บิด และรักษาแผล</p>
<ul>
<li>แก้ท้องเสีย โดยใช้เปลือกผลตากแห้ง 1/2-1 ผล ต้มกับน้ำปูนใสดื่มแต่น้ำ</li>
<li>แก้บิด ใช้เปลือกผลแห้ง 1/2 ผล ย่างไฟให้เกรียมฝนกับน้ำปูนใส 1/2 แก้ว ดื่มครั้งเดียวหรือใช้ผง 1 ช้อนชา ละลายน้ำข้าวหรือน้ำสุก ดื่มทุก 4 ชั่วโมง (ขนาดที่ใช้ 1/2 ผล จะได้น้ำหนักของสารสกัดประมาณ 116 +- 7 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นขนาดที่เพียงพอในการรักษาโรคท้องร่วงเมื่อเทียบกับขนาดที่ใช้ในการต้านเชื้อแบคทีเรียในการทดลอง)</li>
<li>รักษาแผล  เปลือกผลต้มน้ำใช้ชะล้างแผลที่เป็นหนอง  เน่าเปื่อย  หรือจะใช้เปลือกลำต้นตากแห้ง เปลือกผลดิบหรือเปลือกผลสุกมาฝนเป็นยาทาแผล</li>
</ul>
<p>ประเทศอื่นๆ มีการใช้มังคุดเป็นยารักษาโรคคล้ายคลึงกันกับที่มีการใช้ประเทศไทย เช่น</p>
<ul>
<li>ประเทศอินโดนีเซีย ใช้เปลือกไม้กินแก้บิด นำใบแห้งมาต้มดื่มแก้ไข้ บรรเทาอาการปวดท้อง</li>
<li>ประเทศจีน ได้นำเข้าเปลือกมังคุดแห้งแล้วนำไปบดเป็นผงใช้เป็นยาแก้บิด นำไปสกัดใส่ยาขี้ผึ้ง (ointment) ใช้ทาแก้ผื่นแพ้ (eczema) และปัญหาทางผิวหนังอื่นๆ เปลือกผลใช้ต้มกินเพื่อรักษาอาการท้องร่วงและทางเดินปัสสาวะอักเสบ โรคโกโนเรีย นำเปลือกผลไปแช่น้ำค้างคืนหรือทำเป็นชาชงเพื่อรักษาอาการท้องเสียเรื้อรังทั้งในเด็กและในผู้ใหญ่ และใส่สารสกัดเปลือกผลผสมในโลชั่นด้วยต้องการฤทธิ์ฝาดสมาน</li>
<li>ประเทศฟิลิปปินส์ ใช้ใบและเปลือกต้มน้ำเพื่อรักษาอาการท้องเสีย บิด ถ่ายพยาธิ และทางเดินปัสสาวะอักเสบ ทั้งยังเชื่อว่าการกินผลมังคุดจะควบคุมอาการไข้</li>
<li>ประเทศมาเลเซีย ใช้ใบมังคุดชงผสมกล้วยดิบและใส่เบนโซอินไปเล็กน้อยใช้ทาแผลที่ขริบ ใช้รากต้มดื่มเพื่อรักษาอาการประจำเดือนไม่ปกติ ใช้เปลือกแก้บิดโดยมีการสกัดสารจากเปลือกชื่อว่า &#8220;amibiasine&#8221;  ขายในท้องตลาดเพื่อรักษาโรคบิด</li>
<li>ประเทศแถบทะเลแคริบเบียน รู้จักมังคุดในชื่อของ &#8220;eau de Creole &#8221; ซึ่งเป็นชาจากมังคุดมีฤทธิ์เป็นยาบำรุงแก้อ่อนเพลีย หมดเรี่ยวหมดแรง ชาวบราซิลดื่มชามังคุดด้วยวัตถุประสงค์เดียวกัน ทั้งยังเชื่อว่าการกินมังคุดจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายเป็นปกติ</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ผลใช้เป็นอาหาร</strong></p>
<p style="padding-left: 30px;">     ผลสุกมีรสหวานอมเปรี้ยวหอมอร่อย กินเป็นผลไม้ นอกจากจะกินเป็นผลสุกแล้ว ทางภาคใต้ของประเทศไทยยังนิยมกินมังคุดในลักษณะ <strong>“มังคุดคัด”</strong> โดยนำมังคุดดิบที่แก่จัดแต่ยังไม่สุก กล่าวคือเริ่มเห็นสายเลือด มางัดเปลือกออก โดยให้เนื้อและเมล็ดคงรูปเดิม ไม่แตกกระจายออกจากกัน แล้วนำมาล้างน้ำให้สะอาด นำไปแช่น้ำเกลือที่มีความเค็มอ่อนๆ ทิ้งไว้ให้น้ำเกลือดูดซึมเข้าไปในเนื้อจนทั่ว แล้วใช้ไม้เสียบเรียงเป็นตับๆ แต่ละชุดมีเนื้อมังคุดเรียง 5-7 ผล มีความพยามที่จะทำมังคุดกระป๋องแต่ไม่อร่อยเนื่องจากเกิดการสูญเสียกลิ่นของมังคุดไปในกระบวนการฆ่าเชื้อโดยเฉพาะอย่างยิ่งการพาสเจอไรซ์นาน 10 นาที จากการทดสอบพบว่าวิธีทำมังคุดกระป๋องที่ดีที่สุดคือ การแช่ในน้ำเชื่อมเข้มข้นร้อยละ 40 ถ้าการฆ่าเชื้อแบบสเตอริไลซ์นาน 5 นาที ซึ่งมังคุดที่มีรสเปรี้ยวเหมาะที่จะทำมังคุดกระป๋องมากกว่า</p>
<p style="padding-left: 30px;">     ในประเทศมาเลเซียมีการทำแยมมังคุดจากการนำเนื้อมังคุดที่ไม่มีเมล็ดมาต้มกับน้ำตาลในปริมาณที่เท่าๆ กัน เติมกานพลูไปเล็กน้อย ต้มนาน 15-20 นาที แล้วจึงนำมาเก็บไว้ในขวดแก้ว ในประเทศฟิลิปปินส์ มีวิธีเก็บมังคุดไว้กินนานๆ ง่ายๆ คือนำทั้งเนื้อและเมล็ดไปต้มในน้ำตาลทรายแดง บางประเทศมีการนำเมล็ดของมังคุดมาต้มหรือคั่วกินเป็นของว่าง ส่วนเปลือกของมังคุดมีสารที่เรียกว่า เพกทิน (pectin) สูงมาก หลังที่ไปกำจัดสารฝาดด้วยน้ำเกลือที่มีความเข้มข้นร้อยละ 6 แล้ว จะได้เจลลี่สีม่วง มีคุณสมบัติเหมือนเจลลี่ทั่วๆ ไป</p>
<p> <b>เปลือกมังคุด</b></p>
<p style="padding-left: 30px;">     ส่วนเปลือกของมังคุดมีสารให้รสฝาด คือแทนนิน แซนโทน (โดยเฉพาะแมงโกสติน) ซึ่งแทนนินมีฤทธิ์ฝาดสมาน ทำให้แผลหายเร็ว ส่วนแมงโกสตินช่วยลดอาการอักเสบและมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนองได้ดี ในทางยาสมุนไพร ใช้เปลือกมังคุดตากแห้งต้มกับน้ำหรือย่างไฟ ฝนกับน้ำปูนใส แก้ท้องเสีย เปลือกแห้งฝนกับน้ำปูนใส ใช้รักษาอาการน้ำกัดเท้า แผลเปื่อย นอกจากนี้ เปลือกมังคุดมีสารป้องกันเชื้อราเหมาะแก่การหมักปุ๋ย ชาวโอรังอัสลีในรัฐเประ ประเทศมาเลเซีย ใช้เปลือกผลแห้งรักษาแผลเปิด</p>
<p><b>น้ำมังคุด</b></p>
<p style="padding-left: 30px;">     น้ำมังคุดช่วยปรับระดับภูมิคุ้มกันให้สมดุล ด้วยการหลั่งสาร Interleukin I และ Tumor Necrosis Factor ช่วยยับยั้งการหลั่งสารฮีสตามีน ลดอาการแพ้ภูมิตนเอง (ในโรค SLE) และลดการอักเสบ ในผู้ป่วยเบาหวาน ตับเสื่อม ไตวาย ข้อเข่าเสื่อม ความดันโลหิตสูง โรคพาร์กินสัน ไทรอยด์เป็นพิษ ความผิดปกติของสมองอันเนื่องจากการอักเสบ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/09/มังคุด-3.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-11100" src="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/09/มังคุด-3-300x145.jpg" alt="มังคุด 3" width="300" height="145" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>จากฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาการศึกษาในห้องทดลองพบว่าโรคและอาการที่มังคุดน่าจะนำมาใช้ประโยชน์มีดังต่อไปนี้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>โรคและอาการทางผิวหนัง </strong></p>
<p style="padding-left: 30px;">     เป็นที่รู้กันมาแต่โบราณตามที่กล่าวมาแล้วของต้นมังคุดว่าเป็นสมุนไพรที่ใช้ในโรคผิวหนังได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันมีการศึกษายืนยันการใช้ประโยชน์ในโรคนี้ จากการศึกษาพบว่า มังคุดมีสรรพคุณในการฆ่าเชื้ออย่างกว้างขวาง มีฤทธิ์ลดการอักสบ จึงควรที่จะนำมาพัฒนาเป็นยารักษาอาการ ผื่นแพ้ รักษาสิว ยาทาแผลฆ่าเชื้อที่ผิวหนัง จากการศึกษาพบว่ามังคุดมีคุณสมบัติ ดังนี้</p>
<p><strong>ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนอง</strong></p>
<p style="padding-left: 30px;">     สารสกัดจากเปลือกมังคุดต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนอง (Staphylococcus aureus) ทั้งสายพันธุ์ปกติ และสายพันธุ์ที่ดื้อยาเพนิซิลลิน สารสำคัญที่แสดงฤทธิ์ คือ แมงโกสตินและการ์ตานิน โดยแมงโกสตินจะแสดงฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียแรงที่สุด โดยมีประสิทธิภาพเทียบเท่ายาแวนโคไมซิน (vancomycin) สารสกัดจากเปลือกมังคุดต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนอง (Staphylococcus aureus) เทียบเท่ากับน้ำยาฆ่าเชื้อโพวิโดนไอโอดีน</p>
<p><strong>รักษาแผลอักเสบและแผลเรื้อรัง</strong></p>
<p style="padding-left: 30px;">     แมงโกสตินป้องกันการเกิดแผลอักเสบในหนูขาว และครีมสารสกัดจากเปลือก ผลมังคุด (GM-1) สามารถรักษาแผลติดเชื้อเรื้อรังให้หายเป็นปกติได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งแผลในผู้ป่วยเบาหวาน</p>
<p><strong>ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว</strong></p>
<p style="padding-left: 30px;">สารสกัดเปลือกมังคุด มีฤทธิ์ต้านเชื้อที่ทำให้เกิดสิว Propionibacterium acnes และ Staphylococcus epidermidis ที่ดีมากชนิดหนึ่ง</p>
<p><strong>บรรเทาอาการแพ้</strong></p>
<p style="padding-left: 30px;">     แกมมา- และ แอลฟา-แมงโกสติน จากเปลือกผลมังคุด  บรรเทาอาการแพ้และมีประสิทธิภาพดีในการรักษาผู้ป่วยไข้ละออง โดยแกมมา-แมงโกสติน แสดงฤทธิ์ต้านฮิสตามีน และแอลฟา-แมงโกสติน แสดงฤทธิ์ต้านซีโรโทนิน  เมื่อร่างกายได้รับสิ่งแปลกปลอมแมสต์เซลล์ (mast cells) และเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดเบโซฟิล จะหลั่งฮิสตามีนและซีโรโทนิน ทำให้เกิดอาการแดงเนื่องจาก  หลอดเลือดขยายตัวบวมเนื่องจากเพิ่มการซึมผ่านของหลอดเลือด ทำให้กล้ามเนื้อเรียบหดตัวและฮิสตามีนจะเพิ่มการหลั่งน้ำเมือกด้วย ซึ่งฮิสตามีนมักจะทำให้เกิดอาการแพ้หรือที่เรียกว่าไข้ละอองฟาง</p>
<p><strong>ป้องกันผิวจากแสงแดด</strong></p>
<p style="padding-left: 30px;">     ผลิตภัณฑ์ป้องกันผิวจากแสงแดด (sunscreen) ที่ประกอบด้วยแมงโกสติน ร้อยละ 20 สามารถป้องกันผิวจากแสงแดด  และมีค่าดัชนีในการป้องกันแสงแดด (sun protective factor; SPF) 10.4</p>
<p><strong>โรคและอาการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร</strong></p>
<p style="padding-left: 30px;">     สารสกัดจากเปลือกผลมังคุดต้านเชื้อแบคทีเรียกลุ่มที่ก่อให้เกิดโรคท้องร่วงและกลุ่มเชื้อในลำไส้ (normal floras) ได้แก่ enteropathogenic Escherichia coli, Salmonella 6 ชนิด, Shigella 4 ชนิด, Vibrio 2 ชนิด เชื้ออื่นในลำไส้ 5 สกุล สารกลุ่มแซนโทนจากเปลือกผลมังคุด  ยับยั้งเชื้อเฮลิโคแบกเทอร์ไพโลรี ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารส่วนบน ได้แก่ แผลเพ็ปติก กระเพาะอาหารอักเสบ  มะเร็งกระเพาะอาหาร เป็นต้น สารสำคัญที่ออกฤทธิ์  คือแกมมา-แมงโกสติน  สารในเปลือกมังคุดมีฤทธิ์ต้านอะมีบา ยาดองเปลือกผลมังคุดแห้ง เมื่อใช้ร่วมกับยาเอมิทีน (emitine) ให้ผลดีในการรักษาโรคบิดที่มีสาเหตุมาจากเชื้ออะมีบา และทำให้ใช้ขนาดของยาเอมิทีนน้อยลงกว่าเดิม</p>
<p><strong>โรคและอาการทางหัวใจและหลอดเลือด</strong></p>
<p style="padding-left: 30px;">     สารแซนโทนได้แสดงคุณสมบัติหลายประการที่มีแนวโน้มว่าเป็นประโยชน์ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด คุณสมบัติเหล่านั้นได้แก่ ฤทธิ์ในการต้านการออกซิเดชั่น ต้านการอักเสบ ฤทธิ์ป้องกันการจับตัวของเกล็ดเลือด ป้องกันหลอดเลือด คุณสมบัตินี้ป้องกันการเกิดออกซิเดชันของไขมัน  กลุ่มสารที่ออกฤทธิ์คือ แอนโทไซยานิน แมงโกสติน แอลฟาและแกมมา-แมงโกสติน  แกมมา-แมงโกสตินแสดงฤทธิ์แรงในการต้านออกซิเดชั่น และแมงโกสตินสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดอุดตัน  โดยป้องกันการเกิดไขมันชนิดเลว (LDL)</p>
<p><strong>อาการอักเสบของกระดูกและกล้ามเนื้อ</strong></p>
<p style="padding-left: 30px;">     แมงโกสตินและอนุพันธ์ของแมงโกสติน คือ 1-isomangostin และ mangostin triacetate ลดการอักเสบที่อุ้งเท้าหนูขาว เมื่อให้สารสกัดจากเปลือกผลมังคุดทางปากและฉีดเข้าช่องท้อง และสารสกัดจากเปลือกผลมังคุด (GM-1) แสดงฤทธิ์ต้านการอักเสบได้ดีเป็น 3 เท่าของแอสไพริน โดยไม่มีผลกดภูมิคุ้มกัน และยังพบว่าสารสกัดของเปลือกมังคุดยับยั้งการหลั่งของฮิสตามีนและยับยั้งการสร้างพรอสตาแกลนดิน (prostaglandin E2) ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายหลั่งออกมาเมื่อมีอาการอักเสบ</p>
<p><strong>โรคมะเร็ง</strong></p>
<p style="padding-left: 30px;">     นับว่ามังคุดเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่น่าจะมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยมะเร็ง จากสารแซนโทนที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) และนอกจากนี้ยังสารพวกคาเทชิน โพลีฟีนอล เกลือแร่ และวิตามิน ซึ่งมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคมะเร็งอีกด้วย  สารสกัดของมังคุดมีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งหลายชนิดในหลอดทดลอง เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งตับ มะเร็งเม็ดเลือดขาว ทั้งยังมีฤทธิ์ต้านเนื้องอกโดยแสดงฤทธิ์ต้านเนื้องอกในหนูถีบจักร และต้านมะเร็งที่เกิดในเนื้อเยื่อ (sarcoma-180) สารกลุ่มแซนโทนจากเปลือกผลมังคุด  ยับยั้งเอนไซม์โทโพไอโซเมอเรส I และ II ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่มีบทบาทในกระบวนการถ่ายแบบดีเอ็นเอ (DNA replication) เพื่อการดำรงชีพต่อไปของสิ่งมีชีวิต  โดยเอนไซม์นี้จะคลายเกลียวซุปเปอร์คอล์ยของดีเอ็นเอเพื่อให้เอนไซม์ชนิดต่างๆ เข้ามาทำการถ่ายแบบต่อไป คุณสมบัติดังกล่าวอาจยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งได้  นอกจากนี้สารโพลีแซคคาไรด์จากเปลือกมังคุด  ที่ความเข้มข้น 20 ไมโครลิตร/disc แสดงผลกระตุ้นการจับกินสิ่งแปลกปลอมของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดโมโนไซต์</p>
<p><strong>โรคHIV</strong></p>
<p style="padding-left: 30px;">     สารสกัดเมทานอลและสารจากเปลือกผลมังคุด  ยับยั้งเอนไซม์โพรทีเอส (HIV-1 pro-tease) ซึ่งจำเป็นต่อวงจรชีวิตของเชื้อเอชไอวี และสารสกัดน้ำและสารสกัดเมทานอลจากเปลือกผลมังคุด ยับยั้งเอนไซม์รีเวอร์สทรานสคริปเทส (reverse transcriptase)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/09/ยามังคุด.jpg"><img class="alignnone wp-image-11101 size-medium" src="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/09/ยามังคุด-300x162.jpg" alt="ยามังคุด" width="300" height="162" /></a></p>
<p>ใช่ว่า..มังคุดจะมีประโยชน์ด้านเดียว มาดูการศึกษาความเป็นพิษของมังคุดกันบ้าง</p>
<p><strong>พิษต่อตับ</strong></p>
<p style="padding-left: 30px;">     เมื่อฉีดแมงโกสตินเข้าช่องท้องหนูขาว ขนาด 200 มิลลิกัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม พบว่าปริมาณของเอนไซม์ทรานซามิเนสในเซลล์ตับ (SGOT และ SGPT) เพิ่มขึ้น และถึงระดับสูงสุดหลังจากฉีดแมงโกสติน 12 ชั่วโมง เอนไซม์ทั้งสองนี้จะเพิ่มขึ้นตามขนาดของแมงโกสตินที่ให้และเมื่อให้แมงโกสตินทางปากแก่หนูขาว ขนาด 1.5 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เปรียบเทียบกับยาพาราเซตามอล พบว่าพาราเซตามอลจะเพิ่มปริมาณของเอนไซม์ดังกล่าว มากกว่าแมงโกสติน ปริมาณโปรตีนในตับหนูขาวที่ได้รับพาราเซตามอลจะลดลง ในขณะที่หนูขาวที่ได้แมงโกสตินไม่มีการเปลี่ยนแปลงของโปรตีนที่ตับ แซนโทนจากเปลือกผลมังคุดที่ความเข้มข้น ๒๐๐ ไมโครกรัม/มิลลิลิตร แสดงฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์ตับของหนูขาว โดยทำให้ผนังเซลล์สูญเสียความคงตัว ปริมาณของเอนไซม์ทรานซามิเนสเพิ่มขึ้น ระดับฮอร์โมน Glomerular stimulating hormone (GSH) ลดลง การเกิด MDA (malondialdehyde) และ aminopyrine demethylase activity ไม่เปลี่ยนแปลง</p>
<p style="padding-left: 30px;">     นอกจากนี้ พบว่าสารสกัดความเข้มข้น 0.02 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร มีผลลดอัตราการหายใจของไมโตคอนเดรีย เมื่อให้แซนโทน ขนาด 100 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทางปากแก่หนูขาว เป็นเวลา 3, 5 และ 7 วัน ติดต่อกัน ไม่ปรากฏพิษต่อเซลล์ตับ ปริมาณของเอนไซม์ทรานซามิเนส,  MDA และ aminopyrine demethylase ไม่เปลี่ยนแปลง  แต่พบว่าระดับฮอร์โมน GSH เพิ่มขึ้น ดังนั้น การกินมังคุดเป็นยาต้องให้อยู่ในขนาดที่เหมาะสม และยังคงต้องศึกษาหาขนาดที่เหมาะสมต่อไป</p>
<p><strong>พิษระคายเคือง</strong></p>
<p style="padding-left: 30px;">     ครีมที่ประกอบด้วยสารสกัดจากเปลือกผลมังคุด (GM-1) ไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง หรืออาการแพ้ต่อผิวหนัง ยาทาแผลฆ่าเชื้อจากสารสกัดเปลือกมังคุด “การ์ซิดีน” ไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง หรืออาการแพ้ต่อผิวหนัง</p>
<p style="padding-left: 30px;">     ดังนั้นการรับประทานที่ดีที่สุดคือการรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม และควรเลือกรับประทานผลไม้ให้หลากหลาย  ไม่อย่างนั้นผลไม้ที่มีประโยชน์มากมายมันอาจจะกลายเป็นโทษต่อร่างกายเสียเองได้นะค่ะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ขอขอบคุณ : <span class="views-field-type"><span class="field-content">นิตยสารหมอชาวบ้าน</span></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.goodhealth1999.com/%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%94-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผู้ป่วย &#8220;โรคหืด&#8221; ควรโหลดแอพพลิเคชั่น &#8220;Asthma Care&#8221;ลงในมือถือ</title>
		<link>http://www.goodhealth1999.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2-%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ab%e0%b8%b7%e0%b8%94-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b9%82%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b9%81/</link>
		<comments>http://www.goodhealth1999.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2-%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ab%e0%b8%b7%e0%b8%94-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b9%82%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b9%81/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 25 Sep 2015 09:40:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[goodhealth1999]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ถั่งเช่ากับโรคต่างๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.goodhealth1999.com/?p=11080</guid>
		<description><![CDATA[&#160; &#160; &#160;      มีข่าวดี๊ดีมาฝากคร้า&#8230; ดิฉันเชื่อว่าหลายท่านคงจะใช้โทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟนกันหมดแล้ว วันนี้ดิฉันจึงมีข่าวเกี่ยวกับแอพพลิเคชั่นดีๆมาฝากค่ะ  วันที่ 25 กันยายน 2558 ทางชมรมผู้ป่วยโรคหืด โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ได้เปิดตัว  &#8220;Asthma Care&#8221; แอพพลิเคชั่นฟรีบนมือถือ เพื่อผู้ป่วยโรคหืดครั้งแรกในไทย ที่รวมคำแนะนำในการดูแลญาติ-ผู้ป่วยโรคหืด ลดการเสียชีวิตจากการพ่นยาไม่ทันเวลา และพ่นยาผิดวิธี &#160;      โดยงานนี้ มี รศ.นพ.จิตตินัดด์ หะวานนท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ได้แถลงการว่า ชมรมผู้ป่วยโรคหืดโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ได้เปิดตัว &#8220;Asthma Care&#8221; (แอสท์ม่า แคร์) แอพพลิเคชั่นที่ให้บริการดาวน์โหลดฟรีบนอุปกรณ์มือถือ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคหืด โดยแอพพลิเคชั่นดังกล่าว จะทำหน้าที่เสมือนเป็นพยาบาลส่วนตัว ช่วยให้คำแนะนำ วิธีการดูแลสุขภาพ การใช้ยา การพ่นยา และการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย เมื่อเกิดอาการหอบ ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นแห่งแรกและแห่งเดียวในวงการแพทย์ของประเทศไทย      แอพพลิเคชั่น Asthma Care จะช่วยให้ความรู้แก่ผู้ป่วยที่เป็นโรคหืด ให้สามารถปฏิบัติตนและดูแลตนเองได้ อย่างถูกวิธีทั้งในเวลาปกติและเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/09/หอบหืด-2.jpg"><img class="alignnone  wp-image-11081" src="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/09/หอบหืด-2-300x162.jpg" alt="หอบหืด 2" width="399" height="215" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="padding-left: 30px;">     มีข่าวดี๊ดีมาฝากคร้า&#8230; ดิฉันเชื่อว่าหลายท่านคงจะใช้โทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟนกันหมดแล้ว วันนี้ดิฉันจึงมีข่าวเกี่ยวกับแอพพลิเคชั่นดีๆมาฝากค่ะ  วันที่ 25 กันยายน 2558 ทางชมรมผู้ป่วยโรคหืด โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ได้เปิดตัว  &#8220;Asthma Care&#8221; แอพพลิเคชั่นฟรีบนมือถือ เพื่อผู้ป่วยโรคหืดครั้งแรกในไทย ที่รวมคำแนะนำในการดูแลญาติ-ผู้ป่วยโรคหืด ลดการเสียชีวิตจากการพ่นยาไม่ทันเวลา และพ่นยาผิดวิธี</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: left; padding-left: 30px;">     โดยงานนี้ มี รศ.นพ.จิตตินัดด์ หะวานนท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ได้แถลงการว่า ชมรมผู้ป่วยโรคหืดโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ได้เปิดตัว &#8220;Asthma Care&#8221; (แอสท์ม่า แคร์) แอพพลิเคชั่นที่ให้บริการดาวน์โหลดฟรีบนอุปกรณ์มือถือ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคหืด โดยแอพพลิเคชั่นดังกล่าว จะทำหน้าที่เสมือนเป็นพยาบาลส่วนตัว ช่วยให้คำแนะนำ วิธีการดูแลสุขภาพ การใช้ยา การพ่นยา และการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย เมื่อเกิดอาการหอบ ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นแห่งแรกและแห่งเดียวในวงการแพทย์ของประเทศไทย</p>
<p style="padding-left: 30px; text-align: center;"><a href="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/09/S__4579340.jpg"><img class=" size-full wp-image-11084 aligncenter" src="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/09/S__4579340.jpg" alt="S__4579340" width="235" height="255" /></a></p>
<p style="padding-left: 30px; text-align: left;">     แอพพลิเคชั่น Asthma Care จะช่วยให้ความรู้แก่ผู้ป่วยที่เป็นโรคหืด ให้สามารถปฏิบัติตนและดูแลตนเองได้ อย่างถูกวิธีทั้งในเวลาปกติและเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน ทั้งนี้ โรคหืดเป็นโรคที่มีสาเหตุมาจากโรคภูมิแพ้ โดยทั่วไปจะมีอาการไอในตอนเช้าและตอนกลางคืน คัดจมูก น้ำมูกไหล ซึ่งปัจจุบันพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 10 จากประชากรทั้งหมดในประเทศไทย มีประชากรที่เป็นโรคหืดประมาณ 3 ล้านคน มีผู้ป่วยเสียชีวิตปีละเกือบ 1,000 คน ซึ่ง 2 ใน 3 ของผู้ป่วยทั้งหมด มักจะมีอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคภูมิแพ้ โดยส่วนใหญ่แล้วโรคหืดมักจะพบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ โดยจะเริ่มเป็นได้ตั้งแต่ 2-5 ขวบแรก และในผู้ใหญ่จะเริ่มประมาณ 30 ปีขึ้นไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="padding-left: 30px; text-align: left;">     ด้าน รศ.พญ.อรพรรณ โพชนุกูล ประธานชมรมผู้ป่วยโรคหืด โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยโรคหืดเสียชีวิต คือ เมื่อมีอาการแล้วดูแลตัวเองไม่ได้ พ่นยาไม่ทัน จึงทำให้เสียชีวิต เพราะฉะนั้นทีมงานแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ จะสอนผู้ป่วยที่เป็นโรคหืด เกี่ยวกับแผนปฏิบัติการเมื่อมีอาการหืดกำเริบ หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า อาการหอบ เช่น เมื่อหอบแล้วต้องทำอย่างไร มีอาการขนาดไหนถึงต้องมาโรงพยาบาล ที่จำเป็นต้องสอนบ่อยๆ ซ้ำๆ เพราะผู้ป่วยจำไม่ได้ด้วยเหตุผลที่ว่า บางคนมีอาการหอบแค่ครั้งเดียวในหนึ่งปี เมื่อเกิดอาการขึ้นมา ไม่สามารถจำกระบวนการแก้ปัญหาช่วยเหลือตัวเองได้ ในทางปฏิบัติที่ผ่านมา แพทย์จะให้แผ่นพับแก่ผู้ป่วยและญาติไปอ่าน แต่ผู้ป่วยมักจะทำแผ่นพับหาย ต่อมาสังเกตว่าในทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ใช้ประโยชน์จากโทรศัพท์มือถือในชีวิตประจำวัน จึงได้พัฒนาแอพพลิเคชั่นโปรแกรมที่จะช่วยชีวิตสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคหืดขึ้น เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองได้เมื่อหืดกำเริบ</p>
<p style="padding-left: 30px; text-align: center;"><a href="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/09/Asthma-Care.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-11082" src="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/09/Asthma-Care-172x300.jpg" alt="Asthma Care" width="172" height="300" /></a>   <a href="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/09/Asthma-Care-2.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-11083" src="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/09/Asthma-Care-2-169x300.jpg" alt="Asthma Care 2" width="169" height="300" /></a><a href="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/09/S__4579337.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-11085" src="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/09/S__4579337-224x300.jpg" alt="S__4579337" width="224" height="300" /></a></p>
<p style="padding-left: 60px; text-align: left;">     ประธานชมรมผู้ป่วยโรคหืด โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กล่าวต่อว่า Asthma Care เป็นแอพพลิเคชั่นที่ใช้งานง่าย เมื่อผู้ป่วยมีอาการหอบเกิดขึ้นให้กดรูปรถพยาบาลก็จะมีวิธีการดูแล เมื่อเกิดอาการหอบว่าจะต้องดูแลตนเองอย่างไร รวมถึงเบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉิน และขั้นตอนปฏิบัติที่เป็นสีเขียว สีเหลือง สีแดง โดยสีเขียวหมายถึงไม่หอบ สีเหลืองหมายถึงเริ่มหอบ ดูวิธีการดูแลเบื้องต้น และสีแดงหมายถึงเป็นหอบมาก จำเป็นต้องมาโรงพยาบาลทันที รวมทั้งในส่วนอื่นๆ จะสอนเรื่องวิธีการพ่นยา การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น รวมถึงการประเมินตนเอง เพราะผู้ป่วยจะได้ทราบว่าในเดือนที่ผ่านมา หรือในปีที่ผ่านมา ตนเองหอบไปกี่ครั้ง เพื่อจะได้ให้ข้อมูลกับแพทย์ได้ถูกต้อง และมีผลต่อการวินิจฉัยของแพทย์ได้</p>
<p style="padding-left: 30px; text-align: center;"><a href="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/09/S__4579338.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-11087" src="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/09/S__4579338-216x300.jpg" alt="S__4579338" width="216" height="300" /></a> <a href="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/09/S__4579339.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-11086" src="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/09/S__4579339-212x300.jpg" alt="S__4579339" width="212" height="300" /></a></p>
<p style="padding-left: 30px; text-align: left;">     รศ.พญ.อรพรรณ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้แพทย์ยังต้องการให้ผู้ป่วยพ่นยาทุกวันและมาพบแพทย์ตามนัด เพราะโรคหืดจำเป็นจะต้องใช้ยาทุกวันตลอดชีวิต โดยมีการตั้งค่าเตือน ว่าเมื่อใดต้องพ่นยา ตั้งเตือนการพบแพทย์ สามารถดูแลผู้ป่วยเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน และสามารถดูแลตัวเองในระยะยาวได้ จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น แอพพลิเคชั่นนี้จะเป็นผู้ที่ช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคหืดในอนาคตได้ และจะทำให้ลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหืด ที่มีสาเหตุจากการที่ผู้ป่วยพ่นยาไม่ทันและพ่นยาผิดวิธีได้มาก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: left; padding-left: 30px;">     สำหรับผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นดังกล่าวได้ฟรี!!!  ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยผู้ใช้สามารถหาคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง เช่น หืด หอบ ฉุกเฉิน ปอด การพ่นยา เป็นต้น จากนั้นก็จะปรากฏโปรแกรม Asthma Care ขึ้นมาให้สามารถดาวน์โหลดได้ ซึ่งขณะนี้สามารถใช้ในสมาร์ทโฟนที่เป็นระบบ iOS เท่านั้น และกำลังพัฒนาให้ใช้ได้กับระบบ Android ในเร็วๆ นี้ เพื่อให้ครอบคลุมกับผู้ป่วยที่ใช้สมาร์ทโฟนในทุกรุ่น สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ชมรมผู้ป่วยโรคหืดโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ติดต่อ คุณพัชรา บุญญอนุชิต โทร. 0-2926-9973-4 ค่ะ</p>
<p style="padding-left: 30px;">ข้อมูลจาก : ไทยรัฐออนไลน์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.goodhealth1999.com/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2-%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ab%e0%b8%b7%e0%b8%94-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b9%82%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b9%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>“แอสไพริน” ช่วยป้องกันโรคหัวใจวาย โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงได้จริงหรือ?</title>
		<link>http://www.goodhealth1999.com/%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82/</link>
		<comments>http://www.goodhealth1999.com/%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 24 Sep 2015 07:57:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[goodhealth1999]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ถั่งเช่ากับโรคต่างๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.goodhealth1999.com/?p=11051</guid>
		<description><![CDATA[  &#160;      หากกล่าวถึงยาสามัญประจำบ้าน หลายคนคงนึกถึง ยาแอสไพริน (Aspirin) แก้ปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้  เป็นยาที่มีการใช้ในวงการแพทย์เป็นเวลานาน และจนถึงปัจจุบัน ก็ยังมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย  ปัจจุบันได้ถูกนำมาใช้เป็นยาป้องกันการจับตัวของเกล็ดเลือด เพื่อลดภาวะอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองและหัวใจ (โรคหลอดเลือดสมอง และโรคหลอดเลือดหัวใจ) หลายคนคงตกใจว่า ยาแอสไพริน (Aspirin) นี่สามารถช่วยโรคหัวใจวาย โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงได้จริงหรือ ?  วันนี้เรามีคำตอบมาฝากค่ะ แต่ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จัก ที่ไปที่มาของ ยาแอสไพริน (Aspirin) ว่าทำไมถึงสามารถช่วยโรคหัวใจวาย โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงได้ &#160; ยาแอสไพรินมีกลไกการออกฤทธิ์อย่างไร?      ยาแอสไพรินจะทำการยับยั้งเอนไซม์ ชื่อ Cyclooxygenase ซึ่งเป็นเอนไซม์ ที่ทำให้เกิดการสังเคราะห์สาร Prostaglandin และ Thromboxane ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบของเนื้อเยื่อในร่างกาย กระบวนการดังกล่าวจะส่งผลให้การอักเสบและอาการไข้ของร่างกายลดลง นอกจากนี้ยังส่งผลยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือด จึงช่วยยับยั้งการอุดตันของหลอดเลือดได้ด้วย &#160; ยาแอสไพรินมีรูปแบบการจัดจำหน่ายอย่างไร? ยาแอสไพริน มีรูปแบบการจัดจำหน่าย คือ ยาเม็ดขนาดความแรง 60, 81, 162, 300 มิลลิกรัม &#160; [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"> <a href="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/09/Aspirin-2.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-11054" src="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/09/Aspirin-2-300x187.jpg" alt="AM4CCC" width="300" height="187" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="padding-left: 30px;">     หากกล่าวถึงยาสามัญประจำบ้าน หลายคนคงนึกถึง ยาแอสไพริน (Aspirin) แก้ปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้  เป็นยาที่มีการใช้ในวงการแพทย์เป็นเวลานาน และจนถึงปัจจุบัน ก็ยังมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย  ปัจจุบันได้ถูกนำมาใช้เป็นยาป้องกันการจับตัวของเกล็ดเลือด เพื่อลดภาวะอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองและหัวใจ (โรคหลอดเลือดสมอง และโรคหลอดเลือดหัวใจ) หลายคนคงตกใจว่า ยาแอสไพริน (Aspirin) นี่สามารถช่วยโรคหัวใจวาย โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงได้จริงหรือ ?  วันนี้เรามีคำตอบมาฝากค่ะ แต่ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จัก ที่ไปที่มาของ ยาแอสไพริน (Aspirin) ว่าทำไมถึงสามารถช่วยโรคหัวใจวาย โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ยาแอสไพรินมีกลไกการออกฤทธิ์อย่างไร?</strong></p>
<p style="padding-left: 30px;">     ยาแอสไพรินจะทำการยับยั้งเอนไซม์ ชื่อ Cyclooxygenase ซึ่งเป็นเอนไซม์ ที่ทำให้เกิดการสังเคราะห์สาร Prostaglandin และ Thromboxane ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบของเนื้อเยื่อในร่างกาย กระบวนการดังกล่าวจะส่งผลให้การอักเสบและอาการไข้ของร่างกายลดลง นอกจากนี้ยังส่งผลยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือด จึงช่วยยับยั้งการอุดตันของหลอดเลือดได้ด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ยาแอสไพรินมีรูปแบบการจัดจำหน่ายอย่างไร?</strong></p>
<p style="padding-left: 30px;">ยาแอสไพริน มีรูปแบบการจัดจำหน่าย คือ ยาเม็ดขนาดความแรง 60, 81, 162, 300 มิลลิกรัม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ยาแอสไพรินมีขนาดรับประทานอย่างไร?</strong></p>
<p style="padding-left: 30px;">       ยาแอสไพริน ในขนาดรับประทานสำหรับการป้องกันภาวะหัวใจล้มเหลว และภาวะอุดตันของหลอดเลือด แพทย์จะสั่งจ่ายยาในขนาดที่เหมาะสมกับคนไข้แต่ละรายไป โดยปกติมักจะได้ รับคำสั่งแพทย์ให้รับประทานยา 1 เม็ดต่อวัน</p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong>      ข้อสำคัญในการกินยาแอสไพริน</strong> เพื่อลดการระคายเคืองและการเกิดแผลต่อกระเพาะอาหาร ให้กินยาตามคำแนะนำของแพทย์หรือของเภสัชกร ซึ่งโดยทั่วไป คือ กินยาหลังอาหารทัน ทีร่วมกับดื่มน้ำสะอาด 1 แก้ว เพื่อเพิ่มการดูดซึมยาให้ได้รวดเร็วขึ้น หากเป็นสุภาพสตรี อยู่ในภาวะตั้งครรภ์ หรือ กำลังให้นมบุตร ห้ามรับประทานยาเด็ดขาด เพราะยาหลายประเภทสามารถผ่านทางน้ำนมหรือรก และเข้าสู่ทารกจนก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อทารกได้ค่ะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>มีข้อควรระวังการใช้ยาแอสไพรินอย่างไร?</strong></p>
<p>ข้อควรระวังในการใช้ยาแอสไพริน คือ การเกิดภาวะเลือดออกในเนื้อเยื่อ/อวัยวะต่างๆ ซึ่งได้แก่</p>
<ul>
<li>ห้ามใช้ยาฯ กับหญิงตั้งครรภ์และหญิงที่อยู่ในภาวะให้นมบุตร เพราะอาจส่งผลให้เกิดภา วะเลือดออกในทารกได้</li>
<li>ห้ามใช้ยากับเด็กทารก</li>
<li>ห้ามใช้ยากับผู้ที่ป่วยที่เป็นแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้</li>
<li>ห้ามใช้ยากับผู้ที่เป็นโรคไข้เลือดออก หรือผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะตกเลือด</li>
<li>ระวังการใช้ยาในผู้ป่วยโรคไตชนิดไตวายเรื้อรัง (Chronic Renal Insufficiency)</li>
<li>ระวังการใช้ยากับผู้ป่วยด้วยโรคตับ</li>
<li>ระวังการใช้ยากับผู้ที่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ</li>
<li>การใช้ยาในเด็กต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์เท่านั้น</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p id="article110"><strong>ยาแอสไพรินมีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาตัวอื่นอย่างไร?</strong></p>
<p>ปฏิกิริยาระหว่างยา ของยาแอสไพรินกับยาตัวอื่นๆ คือ</p>
<ul>
<li>การใช้ยาแอสไพรินร่วมกับยาที่ใช้ดูดซับพิษในกระเพาะ ลำไส้ อาจทำให้การดูดซึมของยาแอสไพรินเข้าสู่ร่างกายลดน้อยลง ยาดังกล่าว เช่น Activated Charcoal</li>
<li>การใช้ยาแอสไพรินร่วมกับยาที่มีฤทธิ์เป็นด่าง จะทำให้การดูดซึมยาแอสไพรินลดลง จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาร่วมกัน ยาที่มีฤทธิ์เป็นด่างดังกล่าว เช่น กลุ่มยาลดกรดในกระเพาะอาหาร</li>
<li>การใช้ยาแอสไพรินร่วมกับ ยาต้านการอักเสบบางกลุ่มก็สามารถลดการดูดซึมของยาแอสไพรินได้เช่นเดียวกัน ยาดังกล่าว เช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์ (Corticosteroids)</li>
</ul>
<p>&nbsp;</p>
<p style="padding-left: 30px;">     จากงานแถลงข่าวของหน่วยงานปฏิบัติการป้องกันโรคของอเมริกา ที่ได้ออกคำแนะนำให้กินยาแอสไพรินประจำ เพื่อป้องกันมะเร็งโรคหนึ่ง รายงานนั้นยังตีความหมายว่า ยาแอสไพรินยังมีสรรพคุณใหญ่ที่คนอาจจะมองข้ามไปอยู่อีก ในการต่อต้านมะเร็งของลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง แต่ขณะเดียวกันก็มีการออกรายงานโจมตีแพทย์ที่แนะนำให้กินยาแอสไพรินประจำว่า มันอาจจะก่อให้เกิดตกเลือดในกระเพาะและอัมพาต เพราะเส้นเลือดในสมองแตกได้</p>
<p style="padding-left: 30px;">     เป็นอย่างไรบ้างค่ะ กับเรื่องราวของยาแอสไพริน ที่นำมาฝาก&#8230; คงเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย แต่อย่างไรแล้ว การใช้ ยาแอสไพริน (Aspirin) ก็ควรเป็นไปตามคำสั่งแพทย์หรือเภสัชกรแนะนำด้วยนะค่ะ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.goodhealth1999.com/%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%99-%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ภัยร้ายใกล้ตัว! ภาวะพิษจากสารตะกั่ว</title>
		<link>http://www.goodhealth1999.com/%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%88/</link>
		<comments>http://www.goodhealth1999.com/%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%88/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 23 Sep 2015 08:00:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[goodhealth1999]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ถั่งเช่ากับโรคต่างๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.goodhealth1999.com/?p=11042</guid>
		<description><![CDATA[  &#160;      ปัจจุบันนี้ประเทศของเราพบมลพิษมากมาย ไม่ว่าจะไปที่ไหน ภาวะพิษต่างๆอยู่รอบตัวไปหมด เราสามารถรับสารเหล่านี้ได้ทั้งทางเดินอาหารจากการปนเปื้อนในอาหารและน้ำดื่ม ทางผิวหนัง โดยหากสะสมในร่างกายจะก่อให้เกิดพิษเรื้อรัง และโรคร้ายตามมา เช่น ภาวะพิษจากสารตะกั่ว พบปนเปื้อนทั่วไป เสี่ยงสูงในวัยทำงานรับผลกระทบมากสุด      สารตะกั่วถือเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลกเลยก็ว่าได้  เนื่องจากส่วนใหญ่มีการใช้วัตถุดิบที่อาจมีการปนเปื้อนสารตะกั่วกันจำนวนมาก ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล ให้สัมภาษณ์ว่า จากการเฝ้าระวังโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม พบว่า ภาวะพิษจากโลหะหนัก (Heavy metal poisoning) พบจำนวนมากขึ้นทุกปี ตั้งแต่ปี 2546-2554 พบผู้ป่วยทั้งหมด 49 ราย เฉลี่ยปีละ 7 ราย จำแนกเป็น พิษสารตะกั่ว 27 ราย ร้อยละ 55.10, แคดเมียม 7 ราย ร้อยละ 14.28, ดีบุกและส่วนประกอบ 5 ราย ร้อยละ 10.2, สารหนู 4 ราย, ทองแดง 1 [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"> <a href="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/09/สารเคมี-2.jpg"><img class="alignnone  wp-image-11043" src="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/09/สารเคมี-2-300x114.jpg" alt="สารเคมี 2" width="411" height="156" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="padding-left: 30px;">     ปัจจุบันนี้ประเทศของเราพบมลพิษมากมาย ไม่ว่าจะไปที่ไหน ภาวะพิษต่างๆอยู่รอบตัวไปหมด เราสามารถรับสารเหล่านี้ได้ทั้งทางเดินอาหารจากการปนเปื้อนในอาหารและน้ำดื่ม ทางผิวหนัง โดยหากสะสมในร่างกายจะก่อให้เกิดพิษเรื้อรัง และโรคร้ายตามมา เช่น <strong>ภาวะพิษจากสารตะกั่ว พบปนเปื้อนทั่วไป เสี่ยงสูงในวัยทำงานรับผลกระทบมากสุด</strong></p>
<p style="padding-left: 30px;">     สารตะกั่วถือเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลกเลยก็ว่าได้  เนื่องจากส่วนใหญ่มีการใช้วัตถุดิบที่อาจมีการปนเปื้อนสารตะกั่วกันจำนวนมาก ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล<strong> </strong>ให้สัมภาษณ์ว่า จากการเฝ้าระวังโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม พบว่า ภาวะพิษจากโลหะหนัก (Heavy metal poisoning) พบจำนวนมากขึ้นทุกปี ตั้งแต่ปี 2546-2554 พบผู้ป่วยทั้งหมด 49 ราย เฉลี่ยปีละ 7 ราย จำแนกเป็น พิษสารตะกั่ว 27 ราย ร้อยละ 55.10, แคดเมียม 7 ราย ร้อยละ 14.28, ดีบุกและส่วนประกอบ 5 ราย ร้อยละ 10.2, สารหนู 4 ราย, ทองแดง 1 ราย อื่น ๆ ไม่ระบุ 5 ราย ผู้ป่วยพิษโลหะหนัก ส่วนใหญ่ มีอาชีพรับจ้าง และในเด็ก พบการสัมผัสสารตะกั่วสูงขึ้น ซึ่งตะกั่ว เป็นโลหะหนักที่มีลักษณะอ่อนทำให้หลอมเหลวได้ง่าย และสามารถพิมพ์แบบออกมาเป็นรูปร่างต่างๆ ได้ดี จึงนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ภาวะตะกั่วเป็นพิษเป็นโรคที่พบได้บ่อยในประเทศไทย เพราะตะกั่วเป็นสารที่พบปนเปื้อนทั่วไป อาการของตะกั่วเป็นพิษเป็นอาการที่เกิดขึ้นกับอวัยวะหลายระบบ และคล้ายกับอาการของโรคอื่นๆ</p>
<p style="padding-left: 30px;">    ภาวะที่เกิดกับเด็ก ก็เกิดจจากการที่เด็กเล่นซุกซน สารตะกั่วอาจลอยมาจากอากาศ ยาสมุนไพร ภาชนะเซรามิกที่มีตะกั่ว ท่อประปาที่ทำด้วยตะกั่ว หมึก ผลิตภัณฑ์จากแบตเตอรี่ อาหารที่มีตะกั่วปนเปื้อน แป้งทาตัวเด็ก สีที่ทาของใช้ของเล่นเด็ก เป็นต้น  แต่ปัจจุบันนี้ใช่ว่าจะเป็นแค่เด็กๆ หนุ่ม-สาว ผู้ใหญ่วัยทำงานก็ด้วย ที่ทำงานของคุณก็ทำให้เกิดพิษตะกั่วได้ด้วย เช่น การทำงานในโรงงานทำแบตเตอรี่ โรงงานทำเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับคนทั่วไป</p>
<p style="padding-left: 30px;">     นายแพทย์ศิริวัฒน์ กล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุข จึงร่วมกับเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น องค์การอนามัยโลก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี สถาบันศึกษาต่างๆ สมาคมผู้ผลิตสีไทย เป็นต้น ร่วมดำเนินการและรณรงค์ลดความเสี่ยงในการได้รับพิษจากสารตะกั่วทั้งในเด็ก และประชาชนทั่วไป ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้สั่งการให้มีการพัฒนาระบบเฝ้าระวังโรคพิษจากสารตะกั่ว การติดตามสอบสวน ค้นหาหาสาเหตุของโรค และเพื่อหาแนวทางการวางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคและภัยสุขภาพ โดยเฉพาะในที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง จากการทำงานและการได้รับสัมผัสสารมลพิษที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม รวมทั้งในเด็ก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong>สารตะกั่วเข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร</strong></p>
<p>1. ทางปาก เป็นทางเข้าสู่ร่างกายเนื่องจากคนงานเอง เช่น สูบบุหรี่ รับประทานอาหารในโรงอาหารในโรงงานซึ่งมีตะกั่วอยู่ในบรรยากาศ</p>
<p>2. ทางการหายใจ โดยการสูดเอาฝุ่น ควัน ไอระเหย ของตะกั่วที่นำมาใช้แล้ว ขาดการป้องกันควบคุมอย่างถูกต้อง และเหมาะสม ทำให้ควันเหล่านั้นแพร่กระจายไปในสิ่งแวดล้อมของการทำงาน</p>
<p>3. ทางผิวหนัง มักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ทำงานกับน้ำมันเบนซิน เช่น ช่างฟิต เป็นต้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="padding-left: 30px;">     <strong> อาการตะกั่วเป็นพิษ</strong>มักจะค่อยเป็นค่อยไป  เช่น อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ หงุดหงิดง่าย เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้องบริเวณรอบสะดือ ท้องผูก โลหิตจาง มึนชาอวัยวะแขนขา บางคนอาจมาด้วยอาการความจำถดถอย ไม่มีสมาธิ ในรายที่มีระดับตะกั่วสูงมากผู้ป่วยอาจมีอาการชัก ซึม หมดสติ และเสียชีวิต เป็นต้น  นอกจากนี้ มีการศึกษาผลกระทบของตะกั่วของการพัฒนาการในเด็ก พบว่า อาจจะทำให้การพัฒนาทางสติปัญญาด้อยลง การวินิจฉัย การวินิจฉัยภาวะตะกั่วเป็นพิษอาจทำได้ยาก เพราะอาการแสดงหลากหลาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการหลายอย่าง ซึ่งแต่ละอย่างต้องอาศัยการแปลผลจำเพาะด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="padding-left: 30px;"><strong>การควบคุมป้องกันและรักษา</strong></p>
<p style="padding-left: 30px;">     สำหรับการป้องกัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนงานที่ทำงานเกี่ยวข้องกับตะกั่วและกลุ่มที่มีอัตราเสี่ยง สูง โดยการรักษาความสะอาดร่างกาย การใส่หน้ากากป้องกันการหายใจเอาตะกั่วเข้าไป และควรจะเฝ้าระวังการเกิดพิษตะกั่วโดยการตรวจร่างกาย และตรวจวัดระดับตะกั่วเป็นประจำ</p>
<p style="padding-left: 30px;">     ส่วนการรักษาผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากสารตะกั่วเป็นแบบประคับประคอง ผู้ป่วยที่มีภาวะเป็นพิษอาจมีอาการหลายระบบเช่น อาการชัก ปัญหาโรคตับ โรคไต อาการปวดท้อง และอื่นๆ ซึ่งจะต้องประคับประคองให้ดี</p>
<p style="padding-left: 30px;">     ทั้งนี้ ถ้ามีอาการเจ็บป่วยเหล่านี้เรื้อรัง เช่น อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ หงุดหงิดง่าย เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้องบริเวณรอบสะดือ ท้องผูก โลหิตจาง มึนชาอวัยวะแขนขา บางคนอาจมาด้วยอาการความจำถดถอย ไม่มีสมาธิ ในรายที่มีระดับตะกั่วสูงมากผู้ป่วยอาจมีอาการชัก ซึม หมดสติ ควรรีบมาพบแพทย์ หรือหากมีข้อสงสัยก็สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม โทร 0-2591 8172 หรือ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422 ค่ะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>  ที่มา : </strong>เว็บไซต์ไทยรัฐ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.goodhealth1999.com/%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หมามุ่ย สรรพคุณทางยาที่ไม่น่ามองผ่าน</title>
		<link>http://www.goodhealth1999.com/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%a2-%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/</link>
		<comments>http://www.goodhealth1999.com/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%a2-%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 22 Sep 2015 10:24:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[goodhealth1999]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ถั่งเช่ากับโรคต่างๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.goodhealth1999.com/?p=11037</guid>
		<description><![CDATA[&#160; &#160; หลายคนอาจรู้จักหมามุ่ย คงไม่ต้องบอกอะไรมาก ใครโดนหมามุ่ยนี่ เกาๆๆ&#8230;สุดยอดแห่งความคัน ยุบยิบเด็ดดวงจริงๆ แต่ใครจิไปรู้ ซิมิ&#8230;. หมามุ่ยที่ใครๆก็กลัวเนี้ย มันจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย เห็นรูปลักษณ์ภายนอกแล้วไม่น่าเชื่อว่าจะดีต่อร่างกายล่ะสิ๊ วันนี้กู๊ดเฮลท์เลยพามาทำความรู้จักกับสมุนไพรชนิดนี้ให้มากขึ้นกันค่ะ&#8230; หมามุ้ย หรือ หมามุ่ย ชื่อวิทยาศาสตร์ Mucuna pruriens DC. เป็นพืชเถาซึ่งมีขนคันจากฝัก เมื่อถูกผิวหนังทำให้คัน เนื่องจากขนมี mucunain enzyme สามารถย่อยโปรตีนได้ serotonin และมีสารคล้าย histamine การเกิดพิษ ขนเมื่อถูกสัมผัส จะก่อให้เกิดอาการระคายเคืองมาก คัน ปวดแสบปวดร้อน บวมแดง อย่าเพิ่งขนลุกไปค่ะ คุณรู้หรือไม่? หมามุ่ยเป็นสมุนไพรที่อุดมไปด้วยสารเลโวโดปา (Levodopa) หรือแอลโดปา (L-Dopa) ที่เป็นสารตั้งต้นของสารสื่อประสาทในสมองที่มีชื่อว่า โดปามีน อันมีความสำคัญต่อระบบสืบพันธุ์ และหากนำไปสกัดเป็นยาเม็ดก็จะสามารถช่วยรักษาโรคพาร์กินสันได้อีกด้วย นอกจากนี้เมล็ดหมามุ่ยยังมีสรรพคุณอีกมากมายไม่ว่าจะเป็นยาบำรุงกำลัง ให้ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ทำให้หลับสบายมากขึ้นหรือแม้แต่สรรพคุณอันลือเลื่องอย่างการเพิ่มสมรรถภาพทางเพศในเพศชาย ช่วยกระตุ้นการสร้างน้ำอสุจิ และทำให้น้ำเชื้อนั้นมีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้น เพิ่มการเคลื่อนไหวของอสุจิ ลดภาวะมีบุตรยาก รวมทั้งแก้ไขปัญหาอวัยวะเพศแข็งตัวช้าในเพศชาย ในผู้หญิงก็ยังช่วยกระชับหน้าอกให้เต่งตึง ขับให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/09/หมามุ่ย.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-11038" src="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/09/หมามุ่ย-300x200.jpg" alt="หมามุ่ย" width="300" height="200" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หลายคนอาจรู้จักหมามุ่ย คงไม่ต้องบอกอะไรมาก ใครโดนหมามุ่ยนี่ เกาๆๆ&#8230;สุดยอดแห่งความคัน ยุบยิบเด็ดดวงจริงๆ แต่ใครจิไปรู้ ซิมิ&#8230;. หมามุ่ยที่ใครๆก็กลัวเนี้ย มันจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย เห็นรูปลักษณ์ภายนอกแล้วไม่น่าเชื่อว่าจะดีต่อร่างกายล่ะสิ๊ วันนี้กู๊ดเฮลท์เลยพามาทำความรู้จักกับสมุนไพรชนิดนี้ให้มากขึ้นกันค่ะ&#8230;</p>
<p>หมามุ้ย หรือ หมามุ่ย ชื่อวิทยาศาสตร์ Mucuna pruriens DC. เป็นพืชเถาซึ่งมีขนคันจากฝัก เมื่อถูกผิวหนังทำให้คัน เนื่องจากขนมี mucunain enzyme สามารถย่อยโปรตีนได้ serotonin และมีสารคล้าย histamine การเกิดพิษ ขนเมื่อถูกสัมผัส จะก่อให้เกิดอาการระคายเคืองมาก คัน ปวดแสบปวดร้อน บวมแดง</p>
<p>อย่าเพิ่งขนลุกไปค่ะ คุณรู้หรือไม่? หมามุ่ยเป็นสมุนไพรที่อุดมไปด้วยสารเลโวโดปา (Levodopa) หรือแอลโดปา (L-Dopa) ที่เป็นสารตั้งต้นของสารสื่อประสาทในสมองที่มีชื่อว่า โดปามีน อันมีความสำคัญต่อระบบสืบพันธุ์ และหากนำไปสกัดเป็นยาเม็ดก็จะสามารถช่วยรักษาโรคพาร์กินสันได้อีกด้วย นอกจากนี้เมล็ดหมามุ่ยยังมีสรรพคุณอีกมากมายไม่ว่าจะเป็นยาบำรุงกำลัง ให้ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ทำให้หลับสบายมากขึ้นหรือแม้แต่สรรพคุณอันลือเลื่องอย่างการเพิ่มสมรรถภาพทางเพศในเพศชาย ช่วยกระตุ้นการสร้างน้ำอสุจิ และทำให้น้ำเชื้อนั้นมีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้น เพิ่มการเคลื่อนไหวของอสุจิ ลดภาวะมีบุตรยาก รวมทั้งแก้ไขปัญหาอวัยวะเพศแข็งตัวช้าในเพศชาย ในผู้หญิงก็ยังช่วยกระชับหน้าอกให้เต่งตึง ขับให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล และกระชับช่องคลอดอีกด้วย</p>
<p>ทั้งนี้การรับประทานเมล็ดหมามุ่ยก็ยังช่วยผ่อนคลายคลายเครียด ช่วยในการเผาผลาญและเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ รักษาอาการช้ำใน ใช้ถอนพิษ และแก้พิษของแมงป่องได้ ส่วนรากของหมามุ่ยก็มีประโยชน์ เพียงนำไปต้มกับน้ำแล้วนำมาดื่มก็ช่วยรักษาอาการไอ อาการคัน และล้างพิษในร่างกายได้อีกด้วยล่ะ</p>
<p>ซึ่งสำนวนไทยอย่างสำนวนว่า หวานเป็นลม ขนเป็นยา มันคือเรื่องจริงนะค่ะ ยาบางชนิด พืชสมุนไพรบางชนิดที่มีรสชาติขม แต่สรรพคุณทางยาเพี้ยบ&#8230;. ก็ดูอย่างหมามุ่ยที่เรา คุ้นเคยกับฤทธิ์ของขนของมัน ว่าใครโดนนี่คัน น่าดู แถมไร้ประโยชน์ คงต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่แล้วล่ะงานนี้  แต่..การใช้หมามุ่ยในทางยานั้น ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่างด้วยนะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นภาวะสุขภาพ อายุของผู้ใช้ หรือเงื่อนไขเกี่ยวกับสุขภาพอื่นๆ ด้วย ก่อนจะหาใช้ก็ควรศึกษาให้รอบครอบ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญให้ดีก่อนนะค่ะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>จาก : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.goodhealth1999.com/%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%a2-%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ระวัง&#8221;หูด&#8221; สังเกตให้ดี อาจเป็นมะเร็งปากมดลูกได้</title>
		<link>http://www.goodhealth1999.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%94-%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b8%ad%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://www.goodhealth1999.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%94-%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b8%ad%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Sep 2015 10:25:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[goodhealth1999]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[ถั่งเช่ากับโรคต่างๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.goodhealth1999.com/?p=11034</guid>
		<description><![CDATA[  &#160;  &#8220;หูด&#8221; เป็นโรคติดเชื้อไวรัสทางผิวหนังที่พบได้ในทุกเพศ ทุกวัย มักพบในเด็กและวัยรุ่น โดยจะโตช้าๆ และอยู่นานโดยไม่มีอาการ หูดมีหลายขนาดและหลายลักษณะ เกิดขึ้นตามผิวหนังทุกส่วนของร่างกาย บริเวณที่พบได้บ่อยคือ มือและเท้า แต่..คุณรู้ไหมว่า &#8220;หูด&#8221; มีหลายชนิด หนึ่งในสาเหตุของการเกิด &#8220;หูด&#8221; คือเกิดจาก Human Papilloma Virus เป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดหูด ชนิดต่างๆ มีสายพันธ์มากกว่า 100 ชนิด แต่ละสายพันธ์จะก่อให้เกิดโรคได้ต่างชนิดกัน กว่า 40 ชนิดที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อที่บริเวณอวัยวะสืบพันธ์และทวารหนัก ที่เกิดขึ้นได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง ที่รู้จักกันกันดี คือ หูดหงอนไก่ บางกลุ่มของการติดเชื้อ HPV ที่อวัยวะสืบพันธ์และทวารหนัก ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่บริเวณปากมดลูก และสามารถนำไปสู่การเกิดมะเร็งที่ปากมดลูก การติดเชื้อหูดหงอนไก่และ HPV มักจะเกิดจากการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการเปลี่ยนคู่นอนบ่อยก็เป็นความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดการติดเชื้อเพิ่มขึ้นด้วย &#160; เชื้อ HPV แต่ละชนิด ก็ใช่ว่าจะเป็นสามารถทำให้เกิดมะเร็งได้เท่ากัน เจ้าเชื้อ HPV ที่มีโอกาสทำให้เกิดมะเร็งได้น้อยได้แก่ HPVs type 6 และ [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"> <a href="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/09/หูด-2.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-11035" src="http://www.goodhealth1999.com/wp-content/uploads/2015/09/หูด-2-300x167.jpg" alt="หูด 2" width="300" height="167" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong> &#8220;หูด&#8221;</strong> เป็นโรคติดเชื้อไวรัสทางผิวหนังที่พบได้ในทุกเพศ ทุกวัย มักพบในเด็กและวัยรุ่น โดยจะโตช้าๆ และอยู่นานโดยไม่มีอาการ หูดมีหลายขนาดและหลายลักษณะ เกิดขึ้นตามผิวหนังทุกส่วนของร่างกาย บริเวณที่พบได้บ่อยคือ มือและเท้า แต่..คุณรู้ไหมว่า &#8220;หูด&#8221; มีหลายชนิด หนึ่งในสาเหตุของการเกิด &#8220;หูด&#8221; คือเกิดจาก Human Papilloma Virus เป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดหูด ชนิดต่างๆ มีสายพันธ์มากกว่า 100 ชนิด แต่ละสายพันธ์จะก่อให้เกิดโรคได้ต่างชนิดกัน กว่า 40 ชนิดที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อที่บริเวณอวัยวะสืบพันธ์และทวารหนัก ที่เกิดขึ้นได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง ที่รู้จักกันกันดี คือ หูดหงอนไก่ บางกลุ่มของการติดเชื้อ HPV ที่อวัยวะสืบพันธ์และทวารหนัก ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่บริเวณปากมดลูก และสามารถนำไปสู่การเกิดมะเร็งที่ปากมดลูก การติดเชื้อหูดหงอนไก่และ HPV มักจะเกิดจากการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการเปลี่ยนคู่นอนบ่อยก็เป็นความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดการติดเชื้อเพิ่มขึ้นด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>เชื้อ HPV</strong> แต่ละชนิด ก็ใช่ว่าจะเป็นสามารถทำให้เกิดมะเร็งได้เท่ากัน เจ้าเชื้อ HPV ที่มีโอกาสทำให้เกิดมะเร็งได้น้อยได้แก่ HPVs type 6 และ 11 ทำให้เกิดโรคหูดที่เรียกว่า condyloma acuminatum ส่วนเชื้อ HPV ที่หากไปอยู่ที่อวัยวะเพศหรือทวารหนัก จะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ค่อนข้างมากและมีโอกาสเกิดมะเร็งค่อนข้างสูง ได้แก่ HPV-16, HPV-18, HPV-31, HPV-35, HPV-39, HPV-45, HPV-51, HPV-52, HPV-58 เป็นต้น</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>วิธีสังเกตอาการสำคัญๆ</strong></p>
<p>ในหลายๆ คนการติดเชื้อนั้นไม่ก่อให้เกิดอาการแสดง แต่บางครั้งอาจมีอาการคัน แสบร้อน หรือตึง ซึ่งแตกต่างกันตามที่ๆ เกิด สำหรับผู้หญิงที่มีการติดเชื้อภายในช่องคลอดบางครั้งจะมีเลือดออกขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือ มีสารคัดหลั่งออกทางช่องคลอด น้อยรายที่จะมีเลือดออกทางช่องคลอดหรือมีการอุดตันของท่อทางเดินปัสสาวะ โดยหูดได้ปิดกั้นท่อทางเดินปัสสาวะ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สำหรับผู้ที่ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งปากมดลูก ลักษณะแบบนี้การรักษามักจะเกี่ยวข้องกับการตัดส่วนที่เป็นออก  Conization เป็นวิธีการรักษาโดยการตัดปากมดลูกออกโดยใช้มีดหรือเลเซอร์ วิธีการอื่นที่เป็นรู้จักคือ LEEP นั่นคือการใช้ลวดผ่านกระแสไฟฟ้าผ่านเอาชิ้นเนื้อที่ผิดปกติทิ้ง  Cryotherapy หรือ การใช้เลเซอร์ก็สามารถใช้เพื่อทำลายเนื้อที่ผิดปกติได้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>และสำหรับใครที่ยังไม่ได้ตรวจสุขภาพ ก็อย่าลืมหาโอกาสไปโรงพยาบาลตรวจสุขภาพตัวท่านเองบ้างนะค่ะ ปัจจุบันนี้มีการศึกษาเกี่ยวกับวัคซีนที่ป้องกันไวรัสหูดหงอนไก่และมะเร็งที่ปากมดลูก เป็นวัคซีนที่ป้องกัน HPV สายพันธ์ 6,11,16 และ 118 วัคซีนชนิดนี้ได้รับการรับรองจาก FDA สำหรับการใช้ในผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 9-26  ปี สำหรับวัคซีนชนิดอื่นที่ป้องกันการติดเชื้อ HPV สายพันธ์ 16 และ 18 ที่เป็นสายพันธ์รุนแรงนั้นกำลังอยู่ในระหว่างการทดลอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.goodhealth1999.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b8%94-%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b8%ad%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
